วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Fuji X100



หล่อที่สุด..

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หลังเลนส์ช่างภาพไทยระดับโลก สุเทพ กฤษณาวารินทร์

จากหนังสือImage magazine -perspective
.
หลังเลนส์ช่างภาพไทยระดับโลก
.

.
สุเทพ กฤษณาวารินทร์
.
.
[ เรื่อง : ฝน หว่านไฟ ภาพ : จิระวุฒิ ศิริจันทร์ ]
.
เขา เป็นช่างภาพสารคดีที่ทำงานมาร่วม 20 ปี มีผลงานตีพิมพ์ตามหน้าสื่อชั้นนำในเมืองไทยไม่บ่อยครั้ง แต่งานภาพถ่ายของเขาไปปรากฏอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ระดับโลกสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ผลงานของเขายังจัดแสดงในงานนิทรรศการภาพถ่ายในหลายประเทศ ทั้งในประเทศไทย จีน กัมพูชา ญี่ปุ่น เยอรมนี และฝรั่งเศส

ล่าสุด งานภาพถ่ายชุด ‘สี่พันดอน’ ได้รับรางวัล Days Japan International Photojournalism Award ประเทศญี่ปุ่น และรางวัล National Press Photographers Association (NPPA) จากสหรัฐอเมริกา หลังจากข้ามพรมแดนตะวันออก เข้าไปเก็บภาพชุดนี้ในแผ่นดินลาวอยู่เป็นระยะ ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมา เขาก็ข้ามพรมแดนตะวันตก สู่พม่าและบังกลาเทศเพื่อทำงานชุดต่อไป

นอก จากงานที่นำเสนอสู่สาธารณะ ตัวตนของเขาไม่เป็นที่ปรากฏบ่อยนัก ทัศนะและเบื้องหลังการทำงานถ่ายภาพของเขาในครั้งนี้ อาจเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับคนที่สนใจงานถ่ายภาพได้บ้าง อาจเป็นประเด็นถกเถียงแลกเปลี่ยนในหมู่ช่างภาพ หรือแม้กระทั่งกับคนดูภาพตามหน้าสื่อ-แม้เพียงผ่านๆ ก็ไม่สูญเปล่าแน่นอนกับการฟังความจากนักถ่ายภาพคนนี้ -สุเทพ กฤษณาวารินทร์


คุณเริ่มต้นสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่เมื่อไร

ช่วง เรียนมหาวิทยาลัยปีท้ายๆ ผมเริ่มเข้าป่าดูสัตว์ ได้เข้าไปตามหมู่บ้าน แล้วมีความรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่เป็นอาชีพของเราในอนาคตได้ และได้ทำประโยชน์บางอย่างคืนสู่สังคมด้วย ก็พบว่าเราเขียนไม่เก่งพูดไม่เก่ง และเราไม่ได้อยากนั่งทำงานในสำนักงานเหมือนคนทั่วไป เพราะผมชอบอิสระ คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานประจำ เราชอบที่จะใช้ชีวิตแบบค้นหาความจริงอะไรบางอย่าง และถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เพื่อนร่วมสังคมได้เห็นด้วย

คุณนิยามตัวเองว่าเป็นช่างภาพแนวไหน

สารคดี หรือเปล่า? ในเมืองไทยชอบเรียกกันอย่างนั้น แต่ผมว่ามันก็ไม่เชิง เมืองนอกเขาใช้คำว่า documentary ใช้เวลามากกว่างานถ่ายภาพทั่วไปสักหน่อย แต่ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นช่างภาพ ผมเป็นเหมือน messenger ที่จะนำข่าวสาร ใช้คำว่าช่าง-ภาพ บางทีเดี๋ยวคนเขาจะจ้างไปถ่ายภาพตามสวนลุมฯ อะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่ ส่วนหนึ่งเราอาจต้องสร้างงานศิลปะด้วยหรือเปล่า ก็ไม่รู้นะ จุดมุ่งหมายที่สำคัญคือต้องการสื่อสาร มันเป็นการสื่อสารมากกว่าการเป็นช่าง เป็นการนำสื่อออกไปให้คนจำนวนมากได้เห็น ได้คิดตามพูดง่ายๆ ว่าเราเป็นผู้นำข้อมูล ข้อเท็จ-จริงออกไปสู่ผู้คน ผ่านมุมมองผ่านการถ่ายทอดของเรา เป็นตัวกลางในการนำสารมันอาจจะไม่สำคัญเท่าไรว่าจะนิยามแบบไหน เพียงเราพอใจในสิ่งที่เราทำ และสำคัญที่สุดคืองานของเราเป็นประโยชน์

ต่อสังคม -อย่างที่คุณว่าไว้

และต่อตัวเราด้วย คนถ่ายต้องอยู่รอดด้วย

ทุกวันนี้คุณอยู่ได้ด้วยรายได้จากการถ่ายภาพ

ช่างภาพแนวสารคดีอยู่ยาก แต่ห้าปีหลังจากเริ่มต้นถ่ายภาพผมก็อยู่ได้มาตลอดยังไม่เคยทำงานประจำ
ต้อง ขายภาพให้ฝรั่ง ขายนอกตลอดตอนแรกภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยคล่อง แทบติดต่ออะไรไม่ได้ ก็ลองมั่วๆ ติดต่อฝรั่งที่อยู่ในเมืองไทย ถามจากเขา บางทีเขาเขียนเรื่องเราก็ไปถ่ายภาพ ตอนหลังพอเห็นช่องทางเราก็ติดต่อเอง ขายภาพโดยตรง พองานเราปรากฏมากขึ้นเอเจนซี่ก็มาเชิญ เอเจนซี่ผมมีทั้งที่มีสำนักงานอยู่ในเมืองไทย และที่อเมริกา พอขายได้เขาก็มาจ่ายเรา แต่ค่าบริการสูง เขาหัก 50 เปอร์เซ็นต์จากยอดที่ขายได้ สูงมาก แต่หักค่าเอเจนซี่แล้วเรายังได้ภาพละ 100 เหรียญยูเอสขึ้นไป


ทำอย่างไรครับถึงจะอยู่รอด
ภาพเหล่านั้นตีพิมพ์ที่ไหนบ้าง

ที่ เอเจนซี่ขายไปบางทีผมไม่รู้ ที่รู้ก็มี The New York Times, International Herald Tribune, Geographical, Aera, Japan Times, Geo และ National Geographic Adventure งานของผมแพร่อยู่ในญี่ปุ่น อเมริกา ฝรั่งเศสเยอรมัน ฮอลแลนด์ ส่วนใหญ่เป็นยุโรปอเมริกา ประเทศที่เจริญแล้ว เพราะประเทศอื่นคงไม่สามารถสู้ราคาภาพได้ ยกเว้นตอนที่เราทำงานรณรงค์ก็เอาภาพมาแสดงให้เขาได้ดูฟรี




แล้วภาพที่ตีพิมพ์ในเมืองไทย ได้ค่าตอบแทนอย่างไร

นิตยสาร ไทยจ่ายผมไม่กี่พันบาท หรืออย่างตอนที่ผมแสดงภาพถ่ายก็มีนักข่าวมาขอ ทุกคนคิดแต่จะขอภาพฟรีอย่างเดียว ไม่คิดจะจ่ายตังค์ อันนี้ต้องพูดกันตรงๆ ขณะที่นิตยสารเมืองนอกโดยทั่วไปเขาจะจ่าย แต่อัตราในบ้านเรามันอยู่ไม่ได้ อย่างรูปหนึ่งจ่ายกันพันหนึ่งอะไรประมาณนี้ ส่วนใหญ่เหมาไปเรื่องละสักสองหมื่นบาท รวมค่าเขียนด้วย ถ้านับเป็นรูปก็ไม่ถึงสองพันบาท

เป้าหมายในการถ่ายภาพของคุณคืออะไร

การ นำเสนอความจริงผ่านภาพถ่าย และความจริงเหล่านั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหา และการปกป้องสิ่งมีคุณค่าที่เรานำมาถ่ายทอด โดยส่วนตัวผมถือว่าผมเป็นผู้สื่อสารออกไป พยายามไม่ไปจัดอะไร อาจใช้มุมมองบ้าง มีแนวคิดของตัวช่างภาพบ้าง แต่ต้องเจือปนน้อยที่สุด เราพยายามให้คนดูได้อรรถรส แต่เนื้อหาต้องมีอยู่ในตัวของมันเอง

ไม่จัดฉากหรือแต่งเติม

ใช่ แต่บางทีมันก็ต้องมีบ้าง อย่างกำลังจะถ่ายมีขยะอยู่ตรงหน้าชิ้นหนึ่ง ก็ไปเก็บออกก่อน แต่ไม่ใช่ไปเปลี่ยน โดยเฉพาะการเปลี่ยนเนื้อหา หลายคนจัดโดยการเปลี่ยนเนื้อหา จัดในสิ่งที่ไม่มีจริง อันนี้ใช้ไม่ได้ แต่การจัดอย่างบอกเขาให้หันข้างอีกนิดมันเป็นปรกติที่ช่างภาพทุกคนก็ทำกัน มันต้องแยกให้ถูกว่าอันไหนเป็นวิธีที่ผิด อย่างการไปเปลี่ยนเรื่องราว อย่างนั้นไม่ได้

อย่างขยะชิ้นที่คุณว่า ถ้าถ่ายติดมาแล้วลบออกทีหลังได้ไหม

เรื่อง นี้ผมเห็นเขานั่งเถียงกันแทบเป็นแทบตาย ถ้าไม่คอขาดบาดตายก็อาจจะได้หรือไม่ได้ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่ถ้าเป็นเราเราอยากให้มันจบตอนถ่าย การถ่ายภาพที่เน้นความเป็นจริง มีเรื่อง moment in time ด้วย

จากยุคฟิล์มมาสู่ดิจิตอล คุณมีข้อสังเกตอะไรไหมเกี่ยวกับการถ่ายภาพ

หลักการเหมือนเดิม ภาพถ่ายสร้างด้วยแสง แต่เทคโนโลยีไปของมัน ถ้าคุณตามไม่ทันก็ตกยุค

แค่เครื่องมือที่เปลี่ยน

ใช่ หลักการถ่ายภาพยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ภาพถ่ายคือการที่บันทึกเรื่องราวบันทึกความทรงจำ ไม่ว่ามือระดับไหนก็เพื่อบันทึกความทรงจำ บันทึกเพื่อตัวเอง เพื่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้ดู แต่ในฐานะของช่างภาพสารคดี หรือช่างภาพข่าว ก็เป็นบันทึกความทรงจำเหมือนกัน แต่เพื่อให้คนอื่นได้เห็นด้วย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ไปตรงนั้นได้

ข้อดีของดิจิตอล คือ ทำให้คนเข้าถึงภาพถ่ายได้ง่ายขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น แต่อาจมีข้อเสียอย่างที่พูดกันคือ มีการแต่งเติมกันได้มากขึ้น ยิ่งเมื่อมีอินเตอร์เน็ตเข้ามา มีดิจิตอล เกือบทุกคนต่างก็คิดว่าตัวเองเป็นช่างภาพอาชีพหมด ยกภาพตัวเองให้ฟรีๆ เพื่อจะได้ตีพิมพ์ ทุกวันนี้กลายเป็นอย่างนี้แล้ว ซึ่งมันก็ดีถ้าภาพของเขาดี แต่ทุกวันนี้ดูจับฉ่ายมากขึ้นเรื่อย

คุณว่าดิจิตอล คุณภาพเทียบเท่าฟิล์มสไลด์หรือยัง

ผม ว่าขึ้นกับความชอบส่วนตัว คนที่ใช้ก็ว่าเท่า ที่ไม่ยอมใช้ก็ว่าไม่เท่า ผมว่าอย่าไปนั่งเถียงกันเลย มันขึ้นกับว่าคุณใช้แค่ไหน คนที่พูดว่าดิจิตอลยังไม่ละเอียดเท่าฟิล์มน่ะ บางทีก็พรินต์อยู่แค่ขนาดโปสการ์ด ไม่ได้พรินต์ขนาดเป็นเมตรมาโชว์กันสักหน่อย แล้วก็บอกว่ากล้องดิจิตอลต้องละเอียดเท่านั้นเท่านี้ ความจริงส่วนมากก็พรินต์กันขนาดไม่เกิน 8x10 นิ้ว ซึ่งความละเอียดของกล้อง 5-10 ล้านพิกเซล เพียงพอแล้วสำหรับงานขนาดนี้


ถ่ายภาพดิจิตอลมาแล้ว คุณต้องปรับแต่งอะไรไหม

ภาพ ที่เป็นไฟล์ดิจิตอล เราต้องปรับให้ได้ขนาดที่ต้องการ ถ่ายมากี่พิกเซล เราต้องมาปรับให้อยู่ในมาตรฐานที่จะขยาย เช่นความละเอียดที่ถ่ายมา 10 ล้าน พิมพ์ได้ประมาณขนาด A4 หรือปรับขยายใหญ่กว่านี้ได้ ตามขนาดที่อยู่ในระดับของความคมชัด นอกนั้นก็ปรับคอนทราสต์ให้อยู่ในระดับเดียวกับฟิล์ม ไฟล์ดิจิตอลสีอาจจะตุ่นๆ หน่อย ต้องปรับสีบ้างนิดหน่อย

คุณมีวิธีจัดเก็บภาพอย่างไร

เก็บ เป็นเรื่อง เก็บ 2-3 ที่ สมัยแรกๆ ภาพเคยหาย เก็บในซีดี แผ่นเสีย เดี๋ยวนี้ใช้แผ่นแพงหน่อย ใช้ดีวีดีเป็นส่วนใหญ่ และใส่ในฮาร์ดไดรฟ์ด้วย อย่างน้อยต้องมีสองที่

ไฟล์ดิจิตอล‘หลุด’ออกไปง่าย คุณเคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ้างหรือเปล่า

มี หนังสือพิมพ์บางครั้งก็เอาไปใช้ผิดประเภทแบบไม่บอก ในงานแสดงภาพของผม เขาขอไปจากผู้ช่วยของผม ว่าจะเขียนเรื่องงานแสดงภาพ แต่ไปเขียนเรื่องอื่นแล้วเอาภาพผมไปใช้ พอผมท้วงติงไปเขายังอ้างว่าเขามีสิทธิ์ ผมถามว่าคุณมีสิทธิ์ตรงไหน แต่เราตัวเล็กๆ บางทีก็ลำบาก ไม่รู้จะไปพูดอย่างไร

ทุกวันนี้ คุณว่าช่างภาพอาชีพอยู่ยากขึ้นไหม

ผมไม่รู้ เพราะไม่เคยทำงานแบบรายวันรายประจำ ผมยังมีส่วนของผมอยู่ เราไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหากินไปวันๆ อยู่แล้ว




อะไรที่ถือเป็นอุปสรรคในการทำงานของช่างภาพเมืองไทย

เงิน ค่าตอบแทนที่จะทำให้อยู่ได้ เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ช่างภาพรุ่นใหม่เกิดได้ยาก งานแนวนี้ยังไม่ก้าวไปไหน เพราะค่าตอบแทนยังอยู่ไม่ได้ อย่างช่างภาพหนังสือพิมพ์ ถ่ายทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ วิ่งกันหัวหมุน ต่างประเทศเขาก็วิ่งกันอย่างนี้ แต่ก็ยังพอครีเอตอะไรได้ ตามถ่ายเรื่องลึกๆ ได้ หรือเน้นเฉพาะทางไปเลย คือเอาเวลาช่วงหนึ่งไปเลย ค่าตอบแทนก็สูงทำให้อยู่ได้

ด้านการยอมรับทางสังคมล่ะครับ ศักดิ์ศรีของช่างภาพเมืองไทย กับในต่างประเทศ ต่างกันไหม

"เงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ช่างภาพรุ่นใหม่เกิดได้ยากงานแนวนี้ยังไม่ก้าว ไปไหนเพราะค่าตอบแทนยังอยู่ไม่ได้อย่างช่างภาพหนังสือพิมพ์ถ่ายทุกอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ วิ่งกันหัวหมุนต่างประเทศเขาก็วิ่งกันอย่างนี้แต่ก็ยังพอครีเอตอะไรได้ตาม ถ่ายเรื่องลึกๆ ได้ หรือเน้นเฉพาะทางไปเลย คือเอาเวลาช่วงหนึ่งไปเลย ค่าตอบแทนก็สูง ทำให้อยู่ได้"

เมืองนอกให้ค่าตอบแทนและการยอมรับ มากกว่า เขาอาจคิดว่าเป็นงานที่มีคุณค่าต่อสังคม แต่เมืองไทยเราค่อนข้างน้อย ส่วนด้านการเจาะลึกในเมืองไทย -สำหรับงานเขียนผมเห็นบ้าง แต่ภาพถ่ายดูแล้วไม่น่าสนใจเลย เรื่องเขียนได้ แต่ถ่ายรูปให้มันออกมาดูน่าสนใจหน่อยได้ไหม

อย่างนั้นลองบอกหน่อยว่าภาพที่ดีควรเป็นอย่างไร

ไม่ รู้ พูดยาก แต่ดูแล้วทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับมัน แต่นั่นเป็นภาพหายากและไม่ใช่ทุกคนจะถ่ายภาพหายากได้ อาจต้องโชคดีเรื่องจังหวะด้วย มันพูดยาก ต้องเห็นแล้วผมจะบอกได้ว่าใช่

ภาพถ่ายภาพหนึ่ง คุณหวังว่ามันจะ‘ทำหน้าที่’แค่ไหน

ผม เชื่อนะว่า ถ้ามันเป็นภาพที่ดี ที่มีความหมาย มีการนำเสนอที่ถูกต้อง และมันสามารถเข้าไปถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและเขากล้าทำในสิ่งที่ถูก ก็สามารถเปลี่ยน-แปลงอะไรได้ ไม่ใช่แค่ภาพถ่าย แต่รวมถึงงานศิลป์ทุกแขนง

ช่าง ภาพทุกคนผมว่าฝีมือน่ะมี แต่จะเอาให้ได้คอนเส็ปต์ด้วย เอาแบบมานำเสนอได้ด้วย ตรงนี้ต้องหาสิ่งที่สำคัญกว่า จะถ่ายภาพให้สวยสักภาพหรือสักเรื่องก็ถ่ายได้ แต่จะให้เรื่องนั้นน่าสนใจด้วย เอาแบบนำเสนอในเมืองไทยได้ ขายทั่วโลกได้ เป็นเรื่องที่ทุกคนควรได้รับรู้ และควรจะร่วมแก้ปัญหาที่ได้รู้เห็น จะเป็นเรื่องอะไรล่ะ เรื่องนั้นเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ แต่อยู่ที่ว่าทำเรื่องนั้นเพื่ออะไร

ตามงานประกวดภาพที่เห็นกันอยู่ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า มุมมองของช่างภาพกระแสหลักเป็นอย่างไร ผมยังไม่เห็นภาพที่สื่อความหมายในเมืองไทยสักเท่าไร อาจเพราะวงการเป็นอย่างนี้ทำให้งานพัฒนาไปได้ยาก

คุณไม่เคยส่งภาพประกวดในเวทีเมืองไทยเลยหรือ

ไม่เคยส่งครับ

ทำไม

ถ้าเขายังมองภาพถ่ายกันอย่างนั้น ผมไม่ส่ง เขาต้องการเมคภาพ เมคให้สวยใครก็เมคได้ แต่ภาพจะไม่มีพลัง ไม่มีตัวตน ไม่มีจิตวิญญาณ

เมื่อเห็นว่าวงการเป็นอย่างนี้ คุณหวังว่างานของตัวเองจะช่วยอุดช่องโหว่ตรงนั้นไหม

จะ ให้ผมทำอย่างไรครับ สิ่งที่ทำได้คือให้การศึกษากับคนที่ผมให้ได้ ผมคงไม่อาจไปเปลี่ยนทั้งวงการ หากเขาพอใจจะมองภาพแบบนั้น ผู้อ่านผู้ชมพอใจกับภาพอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะไปเปลี่ยนแนวคิดของสังคม ผมคงเพียงแต่นำเสนอความจริงในส่วนที่ผมพอนำเสนอได้

ให้เขาดูแล้วคิดตามก็โอ.เค.แล้ว กับคนที่สอนได้ก็สอน

ผม เปิดเวิร์กช็อปทั้งในเมืองไทย และที่เสียมเรียบ ทำมาสามปีแล้ว สอนช่างภาพหนุ่มสาว อายุไม่เกินสามสิบปี จากทั่วเอเชียคัดเลือกจากแนวคิดและผลงาน เอามาสอนมีเวิร์กช็อป เก็บค่าเรียนแค่แปดพันบาท

สอนอะไรพวกเขาบ้าง

ไม่ใช่ สอนให้เขาคิดเหมือนเรา แต่เป็นการให้แนวทางว่าถ้าจะถ่ายภาพสักชุด ควรมีภาพอะไรบ้าง ใครเป็นตัวเอก การดำเนินเรื่องจะเป็นอย่างไร สถานที่เป็นที่ไหนทีนี้ถึงเวลาเขาเริ่มไปถ่าย วันแรกอาจยังไม่เข้าที่ พอวันที่สองที่สามก็ดูว่าได้ตามโครงเรื่องที่เขาเสนอไหม ต้องปรับอะไรตรงไหน มานั่งดูภาพกันเสร็จแล้วก็ดูว่าภาพส่วนไหนขาดต้องเพิ่มอะไร เสร็จแล้วก็มา edit ภาพกัน ว่าภาพที่ถ่ายมาได้เรื่องราวหรือเปล่า สอนเรื่องการคัดภาพให้ได้เรื่องด้วย เช่น ในชุดหนึ่งมีสิบสองภาพ ภาพหนึ่งอาจแทนตอนหนึ่งอย่างทำเรื่องสุนัขจรจัด มีหัวข้อหนึ่งเรื่องสุนัขถูกรถชน บางคนเอามาห้าภาพ ซึ่งไม่จำเป็น หัวข้อหนึ่งอาจใช้ไม่เกินสองภาพ เอาภาพที่ดีที่สุดให้แทนเรื่องทั้งตอนได้

คุณให้ความสำคัญกับความงามของภาพแค่ไหน

องค์ ประกอบของภาพที่ดีคือหนึ่ง ต้องมีเรื่องราว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อีกอย่างคือความงามทางศิลปะ ความงามตามธรรมชาติมองเห็นง่าย แต่ความงามที่สร้างขึ้นจากเส้นสายอารมณ์ของคนเป็นอีกขั้นหนึ่ง แม้ภาพที่สื่ออารมณ์หดหู่ก็ต้องมีองค์ประกอบของศิลปะแสงเงาเข้ามาช่วย

.


หลักการถ่ายภาพแบบสุเทพเป็นอย่างไร

เท คนิกตายตัวไม่มี ปรับไปตามสภาพ อย่างงานชุดสี่พันดอนผมใช้เลนส์ wide 16 มม. เป็นส่วนใหญ่ เพราะบางครั้งอยู่ในเรือระยะใกล้มาก บางทีใช้เลนส์ normal ไม่ใช้อุปกรณ์มาก เน้นที่ให้ได้เรื่องราวของภาพอุปกรณ์เสริมไม่เคยใช้เลย แฟลชก็ใช้น้อยถ้าใช้ต้องแยกจากกล้อง

ในฐานะช่างภาพที่ถือว่าไปสู่ระดับอินเตอร์ฯ แล้ว คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานของช่างภาพฝรั่ง

วิธี การทำงาน ผมว่าไม่ต้องไปตามแบบฝรั่ง ช่างภาพเอเชียที่อยู่ในระดับโลกหลายคนชอบตามฝรั่ง วิธีมองสังคม เขามองแบบฝรั่ง ไม่ได้มองอย่างมองประเทศตัวเอง คุณจะทำอย่างไรที่จะถ่ายทอดให้คนเห็นว่าตัวคุณมองประเทศตัวเองสังคมตัวเอง แบบไหน ซึ่งสามารถถ่ายทอดไปสู่ระดับอินเตอร์ฯได้

วิธีการทำงานของ ช่างภาพไทยเอาความเป็นมืออาชีพของฝรั่งมาใช้ได้ แต่นำเสนอวัฒนธรรมของเรา คนไทยอาจชอบมองแต่เรื่องดีๆ แต่ถ้าในสังคมมีปัญหาคุณก็ต้องนำเสนอ อย่างตอนที่มีกระแสเรื่องเอดส์ในเมืองไทยใหม่ๆ ผมไม่เห็นช่างภาพไทยไปถ่ายสักคน แต่ฝรั่งเขามาถ่ายนำเสนอจนได้รางวัลไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ในเรื่องหนึ่งๆ เราต้องนำเสนอทุกด้าน ไม่จำเป็นว่าต้องเฉพาะแต่ด้านดี เรื่องไม่ดีก็ต้องนำเสนอ

อย่างเป็นกลางด้วยไหมไม่มีทาง ผมเชื่อว่ามันต้องเอียง ตัวผมบางครั้งก็เอียงไปบ้าง แต่เราก็พยายามนำเสนอภาพของทุกฝ่าย ความจริงมันอยู่ตรงไหน แต่แน่นอนว่าต้องดูว่าใครผิดถูกต้องเลือกฝ่ายที่ถูกมากกว่า

อย่างที่ ผมบอก ทุกวันนี้เราพยายามเดินตามฝรั่ง เดินตามความคิดอเมริกันทำให้โลกนี้มีปัญหา ทุกวันนี้เหมือนกับว่าความคิดแบบอเมริกันถูกไปเสียทั้งหมด ในกลุ่มช่างภาพก็เช่นกัน ส่วนใหญ่มีแต่ภาพในลักษณะแนวคิดแบบอเมริกันที่ได้รางวัล ผลรางวัลเกี่ยวกับภาพถ่ายออกมาแนวนี้ทุกปีต้องเป็นภาพเกี่ยวกับอิรัก หรือไม่ก็สงครามในอัฟกานิสถาน ทำไมถึงมีแต่เรื่องราวพวกนี้ที่ได้รางวัล โลกนี้ไม่ได้เป็นของอเมริกันเท่านั้น ภาพเหล่านั้นเป็นสงครามของอเมริกัน ไม่ใช่สงครามของคนทั้งโลก

แล้วผลงานของคุณได้รางวัลจากเวทีพวกนี้หรือเปล่า

ก็เวทีพวกนี้ คือแม้เราไม่ได้คิดแบบเขาแต่ทำให้เขายอมรับได้

อย่าง เรื่องสี่พันดอน ไม่ใช่สงครามไม่ใช่สถานการณ์ฮิตในรอบปี แต่ได้รางวัลจากหลายเวที และยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Blue Earth Alliance ด้วย เวทีเหล่านี้เป็นการประกวดแบบเป็นภาพชุดเป็นเรื่องราว ต่างจากการประกวดภาพถ่ายในเมืองไทย ที่มักประกวดเป็นภาพๆ ไม่ใช่เรื่องราว

การทำงานแต่ละชุด คุณวางแผนอย่างไรบ้าง

ตั้ง โจทย์จากเรื่องที่รู้ แล้วมาคิดต่อว่าน่าสนใจไหม หาข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลก็วางโครงเรื่องไว้คร่าวๆ ว่าเราต้องถ่ายอะไรบ้างแต่เมื่อลงไปทำงานก็อาจมีภาพที่เราไม่คาด-ฝัน ภาพในเรื่องที่เราจะมาถ่าย จึงไม่อาจกำหนดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่เป็นไปตามโครงได้ราวห้าสิบ-ห้าสิบ

อย่างงานชุดสี่พันดอน เป็นมาอย่างไร

ผม ไปแถวแม่น้ำโขงมาหลายครั้ง ได้ลงพื้นที่อยู่เรื่อยๆ ก็คิดอยากทำเป็นเรื่องใหญ่ จากต้นน้ำถึงปลายแม่น้ำ ตอนหลังพบว่ามีคนทำแล้วหลายคน ก็คิดว่าเราน่าจะไปหาจุดที่เขายังไม่ได้ทำ และบางจุดที่เขายังไม่ได้ทำอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนราวปี 2544ได้ไปแถวสี่พันดอน ทางภาคใต้ของลาวรู้สึกว่าที่นั่นยังไม่มีใครเก็บเรื่องราวเชิงลึก มีแต่คนไปเที่ยวดูน้ำตกคอนพะเพ็ง หลี่ผี แต่ชีวิตคนหาปลา และระบบนิเวศที่นั่น ผมดูแล้วมันน่าสนใจ

ดอน หมายถึง เกาะ จริงๆอาจไม่ถึงสี่พันเกาะ แต่เขาเรียกให้เห็นภาพเกาะแก่งที่มีอยู่เยอะมากจุดนี้แม่น้ำโขงแยกออกเป็น หลายสาย ก่อนจะมารวมตัวกันอีกที ช่วงกว้างที่สุดราว 14 กิโลเมตร ยาว 50กิโลเมตร ผมเน้นที่สะโฮง หลี่ผีคอนพะเพ็ง เพราะเป็นจุดที่จับปลาได้มากที่สุด ทุกประเภท ทุกฤดูกาล

การจับปลาของชาวประมงที่นั่นน่าสนใจตรงไหน

เป็น วิธีหาปลาที่ดูน่าจะเป็นวิธีที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นการหาปลาในตัวน้ำตก หรือกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก การสร้างหลี่ ดูแล้วเป็นเครื่องมือเป็นภูมิ-ปัญญาที่หาดูที่ไหนไม่ได้

หลี่ -หน้าตาเป็นอย่างไร

ลักษณะ คล้ายสะพานขาดกลาง ที่ใหญ่สุดกว้างราว 7-8 เมตรยาว 20-30 เมตร สร้างกลางน้ำตรงจุดที่คิดว่าจะมีปลาว่ายผ่านตัดทวนน้ำขึ้นมา เขาจะสร้างหลี่ดักไว้ เขาอาจวางไว้กลางแม่น้ำ หรือริมขวาริมซ้ายก็มี ปลาที่ขึ้นผิดจังหวะกระแสน้ำเชี่ยวจะพัดตกลงในหลี่หลี่เป็นเครื่องมือเด่น ของการหาปลาแถวนั้นได้ปลาทีละเป็นตันๆ

การเข้าพื้นที่ยากไหม

ผม ใช้เวลาหลายปี เพราะต้องมั่นใจว่าต้องปลอดภัยในการลงไปอยู่กับชาวบ้านการลงไปในน้ำตกที่จะ ถ่ายภาพ การว่ายน้ำในฤดูน้ำหลากซึ่งอันตรายมาก อุปกรณ์ต้องพร้อม ต้องมีคนในพื้นที่ที่ไว้ใจได้ เพราะเราต้องการเข้าไปลึกๆ ถึงแถบที่เขาหาปลาต้องไปนอนในหมู่บ้าน หรือตามที่เขาไปตั้งแคมป์หาปลา แถวนั้นเป็นชายแดนที่ทางราชการไม่ต้องให้คนต่างชาติเข้า ทั้งหมดนี้ทำให้ใช้เวลานาน

จนถึงปี 2547 เราได้รู้จักคนที่มีบ้านอยู่ที่นั่น และพ่อแม่เขามีอาชีพหาปลา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ได้ ไปกินนอนในหมู่บ้าน หลังจากนั้นเราก็ไปๆมาๆ เพื่อเก็บภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอพยพของปลาด้วย บางครั้งไปอยู่เดือนหนึ่ง หรือสองสัปดาห์ หรือไม่กี่วันก็มี ในช่วงสามปีผมเดินทางไปประมาณสิบกว่าครั้ง

พอไปขลุกอยู่ในพื้นที่จริงๆ สถานการณ์รอบด้านน่ากลัวอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า

สถานการณ์ ไม่มีอะไร ความน่ากลัวอยู่ตรงที่ต้องเสี่ยงจึงจะได้ภาพ ส่วนความเป็นอยู่เราต้องแจ้งกับทางการว่าเป็นญาติของบ้านที่ไปอยู่ ตอนหลังก็สนิทกันเหมือนญาติจริงๆ เพราะพอไปอยู่นานๆ ก็สนิทสนมกันเขาช่วยเรา เราก็ช่วยเขา ตอบแทนเป็นเงินทองบ้าง หาของไปให้บ้าง

นอกจากประเด็นที่คุณสนใจแล้ว ได้พบเห็นอะไรจากพื้นที่นั้นบ้าง

สิ่ง สำคัญคือได้เห็นความสำคัญของพื้นที่แม่น้ำโขง ซึ่งมีมากอย่างทหี่ าค่าเปรียบไม่ได้สำหรับคนที่ต้องพึ่งพิงแม่น้ำ โดย-เฉพาะคนลาว คนเขมร ที่ต้องพึ่งน้ำโขงเป็นหลักทั้งในการอุปโภคบริโภค คนในแถบนี้ราวหกสิบล้านคน ต้องอาศัยปลาในแม่น้ำโขงเป็นแหล่งโปรตีน นี่เป็นข้อมูลที่เรารู้ แต่การลงไปคลุกคลีทำให้เราได้เห็นภาพ ก็ทำให้เรายิ่งเชื่อว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับสายน้ำกับธรรมชาติได้ ถ้าไม่มีการพัฒนาจากข้างนอกเข้าไปทำให้ยุ่งยากวุ่นวาย เห็นความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เห็นปลาขนาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปลาชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันขึ้นมาทีเป็นตันๆ ปลาน้ำจืดนะ

ในการถ่ายภาพเสี่ยงอันตรายแค่ไหน

แม่ น้ำโขงช่วงนั้นแตกเป็นสายใหญ่ๆเป็นสิบๆ สาย รวมสายย่อยด้วยก็มากกว่านี้จะมีคนหาปลาอยู่เกือบทุกสาย มีการใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันออกไป อย่างลำสะ-โฮงที่รัฐบาลจะสร้างเขื่อนนี่ เป็นช่องทางเดียวที่ปลาทุกชนิดผ่านได้ในทุกฤดู ถ้าปิดตรงนี้ก็เหมือนปิดทั้งหมด ทำให้ปลาข้างล่างไม่สามารถติดต่อกับปลาข้างบนได้ ปลาจากทะเลสาบเขมร และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ไม่สามารถขึ้นไปวางไข่ข้างบนได้เป็นร้อยปีมาแล้วที่บริเวณนี้ จะมีการสร้างหลี่มากที่สุด มีชาวบ้านจับปลาอยู่มากที่สุด และเป็นบริเวณที่จับปลาได้มากที่สุด ปลาใหญ่อย่างปลาบึกก็จับได้ที่นี่ หลี่บางตัวสร้างกลางแม่น้ำ ตอนสร้างไม่เท่าไร เพราะทำในฤดูแล้ง แต่เมื่อสร้างเสร็จ ราวช่วงเดือนกรกฎาคมน้ำจะแรงมาก หลี่บางตัวเจ้าของใช้เรือเครื่องเข้าเทียบ แต่บางตัวเจ้าของใช้วิธีว่ายข้าม หรือไต่ตามเชือกไปหลายครั้งเราก็ต้องตามเชือกนั้นไป ระยะ 30-40 เมตร เขารู้วิธีเอาตัวรอด เพราะเขาอยู่มานาน แต่เราต้องเอากล้องไปด้วย บางที่บางจุดต้องใช้เครื่องมือปีนเขา ต้องใช้การแก้ปัญหามาก บางที่ต้องข้ามไปที่ดอนกลางน้ำ ต้องไต่สลิง ช่วงยาวๆ ราว 40-50 เมตรเอนไปเอนมา เพราะเขาก็ผูกกันแบบชาว-บ้าน

คุณได้ภาพมาเยอะไหม

ไม่ ได้นับ ช่วงแรกใช้ฟิล์มก็หลายร้อยม้วน ช่วงหลังใช้ดิจิตอล ถ้าเป็นจำนวนภาพก็คงหลายหมื่น แต่เราไม่ใช่ถ่ายมั่วไปหมดเราตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าจะเน้นอะไร ภาพไม่ใช่แค่ให้สื่อสารได้ แต่หวังว่าภาพจะถูกนำเสนอสู่การแก้ไขปัญหาหรือการอนุรักษ์

เมื่อนำเสนอเผยแพร่ออกไปแล้ว ถึงเป้าตามที่หวังไหม

ผมว่าเกิดผลพอสมควร เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขงและเอาภาพไปเป็นสื่อรณรงค์ทั้งในเมือง-ไทยและเขมร

การทำงานชุดนี้มีผู้สนับสนุนทุนด้วยหรือเปล่า

งาน ภาคสนามไม่มี สามปีผมทำงานด้วยทุนตัวเอง แต่เมื่อเอาไปใช้ในกิจกรรมของกลุ่มอนุรักษ์ เขาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดงาน เราให้รูปไปใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์โดยไม่คิดค่าตอบแทน

.

.
ภาครัฐล่ะ ให้การสนับสนุนอะไรไหม

องค์กร รัฐบาลมีแต่จะสร้างจะทำลายเวลาเชิญเขามารับฟังปัญหาเขาไม่เคยมา ประสงค์แต่จะทำลายอย่างเดียว ที่ผมเข้าไปทำงานนี้รัฐบาลท้องถิ่นของลาวก็จับตามองอยู่เหมือนกัน ผมไม่ได้บอกว่าเขื่อนไม่ดีทุกกรณี แต่สำหรับพื้นที่ที่แม่น้ำยังมีชีวิต มีคนใช้ประโยชน์ มีพันธุ์ปลา มีระบบนิเวศที่ยังสมบูรณ์ ผมว่าต้องพิจารณา รัฐบาลไม่ว่าประเทศไหนมักเลือกทำโครงการใหญ่ๆ ลงทุนสูงๆ โดยไม่มองว่าอันไหนมีผลกระทบมากน้อยกว่ากัน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขามีความคิดแบบนั้น ประเภทโครงการขนาดเล็ก ผลกระทบน้อย และส่งผลดีถึงอนาคตเขาไม่ค่อยเลือกเขื่อนยังเป็นปัญหาหลักของแม่น้ำ เมื่อสิบปีที่แล้วเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น บางแห่งคงหยุดไม่อยู่ แต่บางแห่งก็มีโอกาสที่จะหยุดได้

ด้วย…

ด้วยการกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

คิดว่าภาพที่คุณถ่ายมาจะมีส่วนช่วยหยุดยั้งได้บ้างไหม

หวัง ว่า...อาจไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันได้ยินว่า ตอนนี้โครงการเขื่อนดอนสะโฮงถูกทบทวน ส่วนหนึ่งอาจมาจากงานของเรา แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีหลายส่วนที่เขาช่วยกันผลักดัน และผู้ที่ต้องการเขื่อนก็ไม่ใช่รัฐบาลกลาง แต่เป็นรัฐบาลท้องถิ่น

ภาพชุดสี่พันดอนถือเป็นมาสเตอร์พีซของตัวเองไหม

ก็ ดีที่สุดชิ้นหนึ่งเท่าที่เคยทำมา แต่มันอาจจะมีชิ้นอื่นที่ดีขึ้นอีก ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ งานใหม่ๆ แต่ละชิ้นเราก็หวังว่าเมื่อมีประสบ-การณ์มากขึ้นเราจะทำได้ดีขึ้น

คุณตั้งใจจะทำโครงการอะไรต่อ

ไม่ อยากบอก เพราะพูดไปอาจทำให้ลำบากเรื่องการเข้าพื้นที่ ขอเล่าแต่เพียงว่าเป็นเรื่องชนไร้สัญชาติจากประเทศเพื่อน-บ้านกลุ่มหนึ่ง ที่เพิ่งเป็นข่าวดังมาก ทำมาตั้งแต่ก่อนจะมีข่าว คิดมาเป็นปีเพราะต้องเตรียมคอนเส็ปต์นาน เพิ่งได้เริ่มทำเมื่อกลางปีที่แล้ว พอเป็นข่าวใหญ่ก็ทำงานยาก เพราะเราต้องทำแบบเจาะลึก ต้องวางจุดหมายว่าทำไปเพื่ออะไร จากนั้นก็ขอทุนนี่เป็นชิ้นแรกที่ขอทุนทำ ก่อนนี้ผมทำด้วยเงินทุนตัวเอง

ได้เบาะแสประเด็นนี้มาจากไหน

สาม ปีมานี้ผมเริ่มได้เห็นข่าวคนกลุ่มนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในใจมา พอได้คุยกับเพื่อนฝรั่งที่ตามเรื่องนี้โดยตรงมาเป็นสิบปี ก็เห็นว่าน่าสนใจ และเขาก็อยากให้มีคนมาทำจริงจัง ผมเห็นว่าน่าสนใจก็ลงมือทำ เพราะคิดว่าเผ่านี้เป็นชนเผ่าที่ถูกลืม และเป็นกลุ่มที่มีปัญหาสิทธิมนุษยชนหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก ก็คิดว่ามันน่าจะมีการช่วยเหลือเวลาทำอะไรผมอยากให้มันเกิดผลในทางสังคมที่ เห็นชัด เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศที่ต้องร่วมมือกัน เราอยากเป็นเหมือนสื่อกลางที่จะเข้าไปเป็นผู้หยิบยกประเด็น จุดประกายให้เขาเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา

งานผมจะต่างจากงานคนอื่นตรง นี้ คือเราไม่ใช่แค่ไปถ่ายรูปมาตีพิมพ์แล้วจบ แต่เป็นเหมือนตัวดึงให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามารวมตัวกัน หรือใช้งานของเราเพื่อการรณรงค์อะไรก็ตามแต่

ชนเผ่านี้น่าสนใจอย่างไรในสายตาคุณ

เป็น ชนเผ่าที่เจ้าของประเทศไม่ยอมรับเป็นพลเมืองทั้งที่อยู่มาหลายร้อยปี อาจเพราะเขาเป็นมุสลิม รัฐบาลเผด็จการถึงไม่ต้องการ เคยถูกผลักดันใหญ่เมื่อปี 2518 และปี 2534 อีกรอบ ตอนนั้นเขาอพยพเข้าบังกลาเทศ เพราะชายแดนติดกัน ในประเด็นสิทธิมนุษยชน เผ่านี้อาจเป็นกลุ่มหนึ่งที่ถูกละเมิดมากที่สุดในโลก คนล้านกว่าคนไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศไหนเลย จะให้เขาไปอยู่ที่ไหน

จุดไหนที่มาเกี่ยวข้องกับเมืองไทย

เมือง ไทยเป็นแค่ทางผ่าน แต่มีบางคนที่ผ่านมาแล้วแวะอยู่เมืองไทยก็มี การอพยพมีมาเป็นสิบๆ ปีแล้วละ ทางเท้าเข้ามาทางแม่สอด ตอนหลังเขามาทางเรือ และหลายปีหลังมานี้ เมื่อเข้าสู่มาเลเซียเขาก็ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้อพยพ แต่เข้าไปเพื่อใช้แรงงาน

ตอนนี้คุณเก็บภาพไปถึงไหนแล้ว

ตอน แรกวางไว้สองปี แต่ยังไม่รู้ว่าจะจบได้หรือเปล่า ผมไปมาเลเซียมารอบหนึ่งแต่ยังไม่ได้อะไร เพราะหลังเป็นข่าวใหญ่ในเมืองไทย พวกเขาอยู่ที่นั่นก็กลัว เพราะถูกตำรวจมาเลเซียไล่จับทุกวัน จริงๆ แล้วมาเลเซียก็ไม่ต้องการพวกนี้ แต่พอเป็นข่าวก็กลัวถูกนานาชาติประณาม แต่ยังมีการจับกุมและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเงียบๆและปลายปีที่แล้วก็ไป ถ่ายที่บังกลาเทศมาหนหนึ่ง

ได้ภาพดีๆ บ้างแล้วหรือยัง

ได้ครับ ตอนไปที่อาเจะห์ อินโดนีเซียผมไปตามเรือลำหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเรืออีกลำเข้ามาพอดี ทำให้เราได้ภาพ

งานนี้คุณลงพื้นที่เองหรือมีองค์กรไหนพาไป

มี องค์กรช่วยในบางพื้นที่ ถ้าที่ไม่ยากอย่างในประเทศไทย ที่ระนอง ส่วนใหญ่เราก็ลงเอง แต่บางพื้นที่ต้องใช้เส้นสายบ้าง ไม่อย่างนั้นเข้าไม่ได้ อย่างในที่คุมขัง เราจึงต้องพึ่งบางองค์กรที่คิดว่าเขาจะช่วยเราได้ในเรื่องการประสาน เมื่องานออกมาเขาก็เอาภาพของเราไปใช้ในงานรณรงค์ได้ เขาจะได้ประโยชน์ตรงนี้

คุณถ่ายภาพคนชายขอบ’มามากแล้วเคยคิดอยากถ่ายคนในกระแสอย่างพวกนางแบบบ้างไหม

ไม่

รังเกียจอะไรหรือ

ไม่รังเกียจอะไร แต่เขาดังอยู่แล้ว ผมไม่ต้องไปทำให้เขาดังเพิ่มขึ้นอีก

คุณถ่ายภาพมาร่วมยี่สิบปี มีภาพไหนประทับใจที่สุด

มัน ไม่มีภาพไหนเป็นพิเศษ มีหลายช๊อตที่ถ่ายแล้วดี ได้เอาไปใช้ในงานรณรงค์ มันแล้วแต่ว่าประทับใจในแง่ไหน ถ้าประทับใจในแง่ส่วนตัวก็ภาพถ่ายครอบครัวเรา ลูกเราเพราะอย่างที่บอก ภาพถ่ายมันเป็นบันทึกความทรงจำ

มีเรื่องหลังเลนส์อะไรจะเล่าให้คนดูภาพได้รับรู้อีกบ้าง

ทุก ภาพที่เห็น คนถ่ายรูปพยายามสื่อความจริงออกมาให้ตรงที่สุดแล้ว แต่เบื้องหลังคือการเสี่ยงอันตรายเพื่อจะนำความจริงมาเสนอ บางคนใช้เวลาเป็นปีๆ เพื่อจะได้ภาพๆ หนึ่งมา แต่คนดูภาพอาจไม่รู้ว่ามันได้มาอย่างไร

ในความเห็นของคุณ การถ่ายภาพถือเป็นงานศิลปะไหม

แล้ว แต่คนมอง ในระดับหนึ่งก็ใช่ แต่ต้องชั่งว่าอันไหนสำคัญกว่า งานประเภทนี้เรื่องราวมันก็ยังสำคัญกว่า ศิลปะเป็นส่วนเสริมให้ภาพน่าดูมากขึ้น

แล้วถือเป็นงานสร้างสรรค์ไหม

ผมว่าสร้างสรรค์สังคมมากกว่า ไม่ใช่สร้างสรรค์ในแง่ของการสร้างภาพขึ้นมา ไม่ใช่ภาพลักษณะนั้น เป็นงานสร้างสรรค์ในเชิงคุณค่า

มองปลายทางชีวิตช่างภาพของตัวเองอย่างไร

เป็น ชีวิตหนึ่งที่เกิดมา ได้ทำในสิ่งที่คิดว่าถนัดและรักมัน ก่อนที่เราจะจากไป ได้ทิ้งอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนในสังคมไว้บ้าง แค่นั้นก็โอ.เค.แล้ว แต่เราต้องอยู่รอดด้วย

ไม่ใช่ไปช่วยคนอื่น แต่ตัวเราอยู่ไม่ได้ อย่างนั้นใช้ไม่ได้

*สัมภาษณ์เมื่อ 25 พฤษภาคม 2552

เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 30 มกราคม 2011, 06:25:26 PM »





สุเทพ กฤษณาวารินทร์

เป็นคนกรุงเทพฯ เคยเรียนในคณะบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ไม่จบ


หัดถ่ายรูปครั้งแรกด้วยกล้องของพ่อ นับถึงวันนี้เขาถ่ายรูปมาร่วม 20 ปี ด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ช่างภาพที่ดีควรเป็นทั้งผู้สังเกตการณ์ และ ทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ผลงานภาพถ่ายแนวสารคดีของเขาได้ออกแสดงตามนิทรรศการภาพถ่ายมาแล้วหลายประเทศ ทั้งในประเทศไทย กัมพูชา จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และฝรั่งเศส และได้รับการตีพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำทั่วโลก


ในปี 2551 ผลงานภาพถ่ายชุด Siphandon...Mekong Fishing Under Threat (สี่พันดอน...เมื่อประมงแม่น้ำโขงถูกคุกคาม) ได้รับรางวัลจากประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา และมีการนำภาพชุดนี้ไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านสังคม ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์ทั้งในภูมิภาคแม่น้ำโขงและในระดับสากล





วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คนปลูกดอกไม้ : ถวัลย์ ดัชนี





คนปลูกดอกไม้ : ถวัลย์ ดัชนี
เรื่อง > สุพรรณ ทำนา ภาพ > ชัยชนะ สิมะเสถียร


‘ไม่ใช่งานง่าย’ กระทั่งพูดได้เต็มปากว่าเป็นงานยากและท้าทายที่สุด

ความยากชั้นแรก ถวัลย์ ดัชนี คือศิลปินใหญ่ (ทั้งรูปร่าง อายุ และผลงาน) ของเมืองไทย นั่นหมายความว่าทุกแง่มุมของเขาย่อมถูกขุดข้นและพลิกควานชนิดทะลุปรุโปร่งจากสื่อมวลชนมาแล้ว ความยากชั้นที่สอง เล่ากันมาว่าถวัลย์ ดัชนี นั้นอารมณ์เกรี้ยวกราด หากพูดคุยไม่ถูกคอ หรือหลุดคำถามไม่ฉลาดออกไปอาจโดนเขาไล่กลับได้ง่ายๆ

เพียงสองข้อนี้ก็คงไม่ต้องเสาะหาเหตุผลอื่นใดมาพูดพร่ำถึงความยากได้อีกกระมัง

‘รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ ภาษิตบางตอนจากวรรณกรรมเอกเรื่องสามก๊กจึงผุดขึ้นมาในหัว ผมตะลุยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับถวัลย์ ดัชนี ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าแม้รู้อยู่เต็มอกว่าการสัมภาษณ์กับการรบนั้นเป็นคนละเรื่อง ยิ่งเรื่องแพ้-ชนะยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะการสนทนาไม่ใช่เกมการแข่งขัน หากการสัมภาษณ์คือการถอดถ่ายความรู้ ทัศคติ ความคิด อันหลอมเป็นตัวตนของคนคนนั้นออกมา แม้รู้อย่างนี้ ผมก็ยังไม่อาจหักห้ามความประหม่าและความตื่นกังวลได้

“... ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากจะคุยเรื่องศิลปะ เพราะเรื่องอะไรพวกนี้ผมพูดมาเยอะแล้ว” เสียงถวัลย์เมื่อครั้งที่คุยกันทางโทรศัพท์แว่วเข้ามาในโสตประสาท ยิ่งเป็นเชื้อให้ความกังวลประทุขึ้นอีกทับทวี

ข้อมูลจากการอ่าน, ปัจจุบัน ถวัลย์ ดัชนี อายุ 65 ปี ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกนับแทบไม่ถ้วนทั้งจากประเทศแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น ทั้งสหรัฐอเมริกา ทั้งประเทศแถบยุโรป และว่ากันว่าภาพเขียนของเขาราคาสูงที่สุดในเมืองไทย (20 ล้านบาท)

เมื่อจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง ถวัลย์ ดัชนี ได้เข้าเรียนที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยเขาเลือกเรียนสาขาจิตรกรรม จากนั้นสามารถสอบชิงทุนระดับปริญญาโทและเอกไปเรียนต่อ ณ เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมแล้วถวัลย์ใช้ชีวิตอยู่ประเทศแถบยุโรปกว่าสิบปี จึงไม่แปลกที่เขาจะพูดได้ถึง 6 ภาษา

น้อยคนนักจะรู้ว่าถวัลย์นั้นเป็นด็อกเตอร์ ซ้ำยังเป็นด็อกเตอร์สาขาปรัชญาและสุนทรียศาสตร์อีกด้วย

ทั่วโลก ถวัลย์มีบ้านอยู่จำนวนสามสิบห้าหลัง หลังที่พิเศษคือบ้านที่ตำบลนางแล จังหวัดเชียงราย ซึ่งเขาได้สร้างเป็นงานสถาปัตยกรรมอันงดงามในอาณาบริเวณทั้งหมดที่มีอยู่ เหตุนี้เองเขาจึงเป็นจิตรกรเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลด้านสถาปัตยกรรม จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ถึงวันนัดสัมภาษณ์ ขณะที่เดินเข้าไปในหอศิลปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ก็พบกับถวัลย์ ดัชนี ซึ่งตอนนั้นกำลังนั่งพูดคุยกับกลุ่มนักเรียนที่เข้ามาชมงานแสดงด้วยใบหน้าที่... ไม่มีความเป็นคนเจ้าอารมณ์หรือเกรี้ยวกราดอย่างที่ได้ยินมาแม้แต่น้อย สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าของชายชราใจดี น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นก็ช้าเนิบ เป็นจังหวะ และชวนฟัง

ณ เวลานั้นงานแสดงเดี่ยวในรอบ 30 ปีในประเทศไทยของถวัลย์ ดัชนี ชื่องานว่า ‘ไตรสูรย์’ เปิดแสดงมาแล้วสองเดือนเศษๆ โดยจะแสดงยาวถึงเดือนมกราคม ปี 2548 และครั้งนี้อาจเป็นการแสดงเดี่ยวครั้งสุดท้ายของเขา

“ก่อนจะสัมภาษณ์เรามาทำความรู้จักกันก่อนแล้วกัน” ถวัลย์ ดัชนี เอื้อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำหลังจากเข้าไปแนะนำตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน และต้องการทำอะไรกับเขา จากนั้นเขาจึงพาขึ้นบนชั้นหกของหอศิลป์ฯ เพื่อนั่งพูดคุยกัน

ช่วงหนึ่งของการพูดคุยก่อนสัมภาษณ์อย่างเป็นงานเป็นการถวัลย์ถามว่า หนังสือ mars คือหนังสืออะไร กลุ่มคนอ่านเป็นใคร หลังฟังคำอธิบายจบเขาจึงเล่าถึงนิตยสารต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ยุโรปนั้นแยกย่อยเป็นกลุ่มเฉพาะเต็มไปหมด แม้เมืองไทยจะมีข้อมูลว่าบนแผงหนังสือปัจจุบันมีนิตยสารมากกว่าสามร้อยหัวนั้น หากเทียบกับประเทศแถบยุโรปแล้ว เขาบอกว่ามีจำนวนน้อยนิดเลยทีเดียว

เพราะการทำความรู้จักกันก่อนแท้ๆ ความคิดบางอย่างจึงพลันสว่างขึ้นมา—ผมจะชวนถวัลย์ ดัชนี คุยเรื่องการอ่าน!

ในฐานะของคนที่ทั้งเรียน ทั้งทำงานศิลปะในประเทศตะวันตกมาสิบกว่าปี หากเจาะจงเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมการอ่าน คุณมองเห็นความต่างเรื่องนี้อย่างไร ระหว่างประเทศตะวันตกกับบ้านเรา

เรื่องการอ่าน ม.ล. มานิจ ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ทรงภูมิด้านการอ่าน การเขียนของของบ้านเรา ท่านบอกว่าในจำนวนคนหกสิบล้านคนในบ้านเรา เฉลี่ยแล้วปีหนึ่งอ่านหนังสือคนละไม่ถึงสิบหน้า ซึ่งเรื่องการอ่านนี้ผมวิเคราะห์ว่า... เนื่องจากคนตะวันออกนั้นอ่านจากธรรมชาติ เรามีฤดูร้อน มีฤดูฝน มีฤดูหนาว เรามีลมพัด มีภูเขา มีทุ่งราบ ขณะเดียวกันก็ไม่มีแผ่นดินไหว เราไม่มีโคลนถล่ม ไม่มีภูเขาไฟระเบิด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราอ่านจึงเป็นธรรมชาติ เราแทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะมาอ่านข้อมูลที่เขียนเอาไว้ ซึ่งเป็นข้อมูลแห้ง ส่วนในยุโรป เขามีฤดูหนาวอันยาวนานถึง 10 เดือนต่อหนึ่งปี ฉะนั้น เขาจึงต้องถนอมทั้งความคิด ทั้งอาหาร รวมไปถึงการใช้ชีวิต

สื่อต่างๆ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม และนาฏกรรม จึงถูกนำมาเสนอแก่ผู้ซึ่งถูกตรึงไว้กับภูมิอากาศที่ครอบคลุมอยู่ ฉะนั้น เขาจึงต้องมีวรรณกรรม มีวัฒนธรรมในการอ่านหนังสือ ส่วนในบ้านเรา-ไม่มีวัฒนธรรมในการอ่านพระไตรปิฎก เพราะคนที่อ่านคือพระเท่านั้น เพราะท่านรู้ภาษาบาลีและสันสกฤต บ้านเราจึงไม่มีวัฒนธรรมการอ่าน ไม่มีวัฒนธรรมการฟัง ถึงฟังเราก็ไม่รู้ความหมาย มีเพียงศรัทธาจริตที่ฟังว่า นะโม ตัสสะ ภควโต เราก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ หรือพ่อแม่สอนให้ไหว้พระเราก็ไหว้ไปอย่างนั้นแหละ ตรงนี้คือการควบคุมกายชนิดหนึ่งเรียกว่ากายานุสติปัฏฐาน คือรู้จักการนั่ง นอน ยืน เดิน หายใจ แต่ไม่เข้าใจ เพียงแค่รู้สึกว่านี่คือของศักดิ์สิทธิ์ เป็นความสูงส่ง แต่ไม่เข้าใจ เพราะวัฒนธรรมของเราไม่ได้สอนเพื่อการเข้าใจ วัฒนธรรมของเราสอนให้เกิดศรัทธาจริตและความรู้สึก แล้วปกติ 10 เดือนเราอยู่ข้างนอก ส่วนฤดูหนาวเราก็มีแค่เดือนเดียว อย่างมากก็สองเดือน แต่ทุกวันนี้อาจะเหลือครึ่งเดือนด้วยซ้ำ เราจึงสนุกสนานกับการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกบ้าน สนุกสนานกับชั้นบรรยากาศ เรามีผลไม้กินตลอดปี มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เราจึงไม่ต้องถนอมอาหารทีละมากๆ ไม่จำเป็นต้องมีตู้เย็น ส่วนประเทศแถบยุโรปเขาจำเป็นต้องอยู่ในบ้านเป็นสิบๆ เดือน ขณะที่บ้านเรามีแต่พระเท่านั้นที่อ่านพระไตรปิฎก ส่วนบ้านเขาใครๆ ก็อ่านไบเบิลได้ เพราะเป็นภาษาที่เขาอ่านรู้เรื่อง เด็กๆ อ่านรู้เรื่อง มีครูสอน ขณะเดียวกัน-จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม มันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเขา มีอยู่ในบ้านเมืองเขาสามพันปีมาแล้ว เช่น อียิปต์ กรีก โรมัน ส่วนบ้านเราเกิดมีวัฒนธรรมขึ้นมาจริงๆ ก็แค่เจ็ดร้อยปี ก่อนหน้านี้เราอาจจะมีศรีวิชัย มีทวารวดี มีลพบุรี แต่ก็ไม่เรียกยุคอารยธรรม เพราะยังไม่มีศิลาจารึก พอมีศิลาจารึกเราก็ขาดตำนาน บางทีมีตำนาน มีศิลาจารึก แต่ขาดศิลปะ เมื่อใดที่มีศิลปะ มีศิลาจารึก มีตำนาน เราจึงจะอ้างอิงได้ว่านี่คือประวัติศาสตร์ แต่เมื่อประวัติศาสตร์ของเราเป็นเพียงแค่เชียงแสนขึ้นมา แต่เราก็ไม่รู้ว่าเชียงแสนมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็เป็นคลาสสิกขึ้นมาเลย สุโขทัยก็เป็นคลาสสิก อู่ทองก็เป็นคลาสสิก อยุธยาก็เป็นคลาสสิก เราไม่มี primitive มาก่อน ไม่มี Ascetic มาก่อน อยู่ๆ ก็เป็นคลาสสิกขึ้นมาเลย เราไม่มีชุมชนบุรพกาลว่าเราสร้างบ้านแปงเมืองมาขนาดไหน เราค้นตัวหนังสือไทยได้แค่เจ็ดร้อยปี วัฒนธรรมที่มีมาเพียงเจ็ดร้อยปีจะไปเทียบกับวัฒนธรรมที่เขามีสามพันปีได้อย่างไร หรือจะบอกว่าอเมริกาที่เขาเพิ่งก่อตั้งมาสองร้อยปี แต่บรรพบุรุษเขาก็มาจากยุโรปกันทั้งนั้น อ่านหนังสือกันมาทั้งนั้น

เมื่อไม่ใช่วัฒนธรรมการอ่าน การดู และการฟัง เราจึงไม่มีวัฒนธรรมในการดูจิตรกรรม ประติมากรรม อย่างมากก็เป็นได้แค่รูปเคารพในการทำศาสนพลี แล้วบ้านเรือนของเราก็เป็นแค่บ้านเรือนเครื่องผูก เป็นแค่กระต๊อบ นอกจากขุนนางวังน้ำเท่านั้นที่เป็นเรือนไม้ ส่วนตึกนั้นยิ่งไม่มีใหญ่ เราอาศัยอยู่ในภูมิประเทศแบบ... คืออยู่แบบยึดถือไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราไม่ยึดถือความมั่นคงว่าต้องสร้างตึกหิน ทำด้วยอิฐ เพราะเราไม่มีหิมะ ไม่มีลมหนาว เราก็เลยอยู่แบบง่ายๆ เราจึงทำแค่กระต๊อบ มุงหลังคาด้วยจาก ด้วยใบตอง ฉะนั้น งานศิลปะได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และวรรณกรรมจึงจำกัดอยู่แค่เจ้าขุนมูลนายที่ได้รับการศึกษาเท่านั้น ส่วนไพร่ฟ้าทั้งหลายก็ยากที่จะไปรับสัมผัสอันนี้ ส่วนในต่างประเทศมันเป็นเรื่องจำเป็น

ทีนี้ ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน หนังสือที่บอกว่าขายดีที่สุดอย่างหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย วันหนึ่งอย่างมากก็ไม่เกินห้าล้านฉบับ คน 62 ล้านคน หรืออย่างคนที่เรียนมาด้านอักษรศาสตร์หรืออะไรก็ตาม คุณลองไปถามดูสิว่าก่อนจะมาเรียนเขาเคยอ่านโองการแช่งน้ำไหม เคยอ่านไตรภูมิพระร่วงไหม เคยอ่านลิลิตพระลอ, ทวาทศมาส, ศรีปราชญ์, สมุทรโฆษคำฉันท์, ขุนช้างขุนแผน,นิราศนรินทร์, นิราศธารทองแดง,นิราศของเจ้าพระยาตรัง หรืองานร้อยแก้วของเสถียร-โกเศศ นาคะประทีป เรื่องกามนิตไหม พลนิกร กิมหงวน ล่ะเคยอ่านไหม แล้วสามสิบปีถัดมาก็เรื่อง เพชรพระอุมา ของพนมเทียน ซึ่งมาจากของเทรเดอร์ แฮกการ์ด ที่เขียนไว้ช้านานมาแล้ว เคยอ่านไหม

ที่ต่างระเทศ, ก่อนจะเกิดงานเขียนของเออเนสต์ เฮมิงเวย์ แจ๊ก ลอนดอน ได้เขียนมาก่อนแล้ว เช่น The Call of the Wine เป็นเรื่องการชกมวย ซึ่งเป็นแม่บททำให้เกิด The Sun also rise, To have and have not, The old and the sea งานของเฮมิงเวย์ มันสืบเนื่องกันมา แต่ของเรานี่--มันสะบั้นโคนรากแก้วมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากเจ้ามาเป็นไพร่ เมื่อก่อนเจ้าจะทะนุบำรุงจิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรมและนาฏกรรมเอาไว้ทั้งหมด แต่พอเจ้าสิ้นอำนาจ ไพร่ขึ้นมาครองเมืองเมื่อ 60 ปี ไพร่เหล่านี้ไม่มีสุขุมรสใดๆ เลย ก็เลยไม่มีใครมาช่วยเหลือจิตรกร ประติมากร วรรณกร สถาปนิก และนาฏกร เมื่อสะบั้นรากแก้วเหล่านี้เสียแล้ว จิตกรก็ไม่มีใครจ้างไปเขียนรูปให้วัดให้วัง ประติมากรก็ไม่รู้จะปั้นรูปให้ใคร วรรณกรก็ไม่มีคนอุดหนุนให้ทำงาน ดังนั้น พวกจิตรกร ประติมากร สถาปนิก วรรณกร นาฏกรจึงกลายเป็นคนยากจนข้นแค้น ไม่มีใครเข้าใจ คนพวกนี้อยู่ตรงกลางระหว่างคนที่ไม่เกิดกับคนที่ตายแล้ว เราจึงไม่มีใครที่เป็นจิตรกรแล้วสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จิตรกรที่ผมหมายถึงก็คือคนที่เขียนรูปอย่างที่อยากเขียน ไม่ใช่คนที่รับจ้างเขียนรูปให้แก่พ่อค้าวาณิชหรือนายธนาคาร อย่างนี้ไม่ใช่การทำงานศิลปะ แต่รับจ้างวาดรูป ประติมากรก็ปั้นพระ ปั้นหลวงพ่อหลวงปู่กันไป ออกแบบเหรียญอะไรไป ไม่ได้สร้างงานศิลปะเอาไว้เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจหรือเพื่อแสดงความรู้สึกอันงดงามของตนเองอะไร วรรณกรรมก็ออกมาเป็นวรรณกรรมที่เลวทรามต่ำช้า เพื่อรับใช้มวลชนชั้นรากหญ้า เอามาทำเป็นหนังเป็นละคร ไม่มีทั้งรสนิยม ไม่มีทั้งความคิด มอมเมาผู้คนมาโดยตลอด สถาปัตยกรรมก็มีสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง ไม่มีความเป็นชนชาติ ไม่มีความเป็นตะวันออก กระทั่งทุกวันนี้เราก็รับมนสิการจากฝรั่ง หลายคนต้องใส่สูท ผูกไท อยู่ในห้องแอร์ ฝรั่งเองเขาจำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะอากาศหนาว หิมะตก แล้วเราเกี่ยวข้องอะไรกับเขาล่ะ บ้านเราร้อนจนตับแลบ

ก่อนจะสวรรคต รัชกาลที่สามท่านเรียกลูกทั้งหมดมาแล้วตรัสว่า การศึกฝ่ายพม่าฝ่ายเขมรไม่ต้องไปสนใจแล้ว ฝรั่งยึดไปหมดแล้ว ฝรั่งจึงน่าสนใจ สิ่งดีๆ ควรจะเรียนรู้จากเขาไว้ แต่อย่าเลื่อมใสเขาเสียทีเดียว แต่เราเล่นไปเลื่อมใสฝรั่งเสียจนยกเมืองให้แก่ฝรั่ง ยกความคิดให้แก่ฝรั่ง เราคือทาสที่ปลดปล่อยไม่ไปของฝรั่ง ทั้งที่ฝรั่งบอกว่าไม่เอาหรอก เขาไม่ได้ยึดเราเป็นเมืองขึ้น แต่เราอยากเป็นทาสของฝรั่ง ฝรั่งบอกไม่เอาๆ เราก็ขอ ขอเป็นทาส เป็นทาสทั้งรูปแบบ ทั้งเนื้อหา ทั้งความคิด ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราจึงเป็นแบบนั้น ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย ผมมาจากวัฒนธรรมล้านนา ผมมาจุ่มอยู่ในวัฒนธรรมรัตนโกสินทร์ แล้วผมไปจุ่มอยู่ในวัฒนธรรมยุโรป รวมทั้งอเมริกา สาเหตุที่ทำแบบนั้นเพราะผมต้องการเรียนรู้จากฝรั่งว่าเขาคิดอย่างไร นำเสนออย่างไร แต่ผมก็คือคนเอเชีย ฉะนั้น สิ่งที่ผมทำทั้งหมดคุณจะเห็นว่าผมธำรงรักษาแสงเพลิงทางพุทธิปัญญาของตะวันออกเอาไว้ แต่ผมเป็นตะวันออกที่ร่วมสมัย ไม่ใช่ตะวันออกที่ต้องเขียนลายกนก ลายไทย ผมเน้นที่ลมหายใจและจิตวิญญาณของความเป็นตะวันออก ผมเป็นคนไทยร่วมสมัยที่ยังหายใจอยู่ใน พ.ศ. นี้ ไม่ใช่ไทยโบราณ

อย่างที่พูดไป เมื่อไม่มีใครมาดูแลจิตรกร สถาปนิก ประติมากร วรรณกร นาฏกร บ้านเมืองมันจึงได้เละเทะอย่างนี้ เราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เดี๋ยวเราก็มีกระทรวงเกี่ยวกับวัฒนธรรม แต่พอผู้ปกครองบ้านเมืองเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็ยกเลิกกันซะ แล้วก็เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อสองสามปีนี้เอง แล้วกระทรวงวัฒนธรรมก็ไม่ได้สนใจจะทำงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมจริงๆ คนที่มาเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมเอาเสียเลย ไม่มีใดๆ เลยทั้งสิ้น อย่างมากก็แค่มาบอกว่า เมื่อทักทายกันต้องสวัสดี ต้องก้มตัวลงกราบผู้ใหญ่ นั่นไม่ใช่วัฒนธรรม (เน้นเสียง) มันแค่ประเพณี ขนบธรรมเนียม เป็นแค่ของเล็กๆ น้อยๆ เป็นเพียงหนังกำพร้า ต้องขอเน้นว่าคนที่มาทำงานนี้ในประเทศไทยไม่มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมเอาเสียเลย ทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม หรือวรรณกรรม แม้แต่น้อย เขามาโดยตำแหน่ง มาโดยพวกพ้อง หรือช่องทางอะไรของเขาก็ไม่รู้ บ้านเมืองถึงไม่เจริญก้าวหน้าในด้านศิลปวัฒนธรรม เพราะคนที่ทำงานเขาคิดว่าไม่ใช่ฐานเสียงของเขา ไม่ใช่ลมหายใจของเขา ทุกวันนี้เขาเข้าใจกันว่าถ้าทำศิลปะก็ต้องเป็นเรื่องหัตถกรรม เรื่องโอท็อป เรื่องอะไร เพื่อให้ฝรั่งไว้ดู แต่ไม่ใช่งานศิลปะบริสุทธิ์ที่สามารถยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นกระจกสะท้อนความเป็นไปของมรดกทางวัฒนธรรมในชาติ เป็นประจักษ์พยานทางจิตของมนุษยชาติ ธำรงคงอยู่ซึ่งมรดกของความเป็นมนุษย์ เราแยกกันไม่ออกว่าอะไรคืองานศิลปะ อะไรคืองานหัตถกรรม ซึ่งเป็นงานช่างฝีมือ ในที่สุดแล้วต้องบอกว่าเราแยกไม่ออกระหว่างรัศมีดวงดาวบนท้องฟ้ากับรอยตีนหมาที่สะท้อนแสงในโคลนตม

เราไม่มีผู้รู้ บ้านเมืองเลยต้องเป็นแบบนี้ นอกจากไม่มีผู้รู้แล้ว ยังไม่มีผู้รู้สึกอีก เราจึงไม่รู้สึกรู้สมอะไร ก็อยู่กันไปแบบนี้ ถึงจะรู้ว่าบ้านเมืองไม่มีผังเมือง เราก็ไม่เห็นว่าน่าเกลียดอะไร ไม่เดือดร้อน ถึงจะมีสลัมเต็มไปหมด เราก็เรียกใหม่ซะว่าชุมชนแออัด แล้วสลัมก็ไม่มีอีกต่อไป เราไม่แก้ไข เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเฉยๆ จิตรกร ประติมากร สถาปนิกก็ไม่มีใครสนใจอย่างเก่า ก็ทำมาหากินกันไปสิ เลี้ยงตัวเองไปสิ รับจ้างอาแปะ อาซิ้ม อากง นายธนาคาร เขาจ้างให้ทำอะไรก็ทำไปสิ แต่อย่าเสนอรูปแบบหรือเนื้อหาอะไรเองนะ ต้องทำตาม เขาอยากได้แบบไหนก็จงทำตาม เมื่อเป็นอย่างนี้ศิลปะมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สมัยเป็นนักเรียน ผมไปพักผ่อนที่สวิตเซอร์แลนด์ มีเส้นทางสายหนึ่งเขาเขียนไว้ว่า เส้นทางนี้ของ Truman capotes เขากำลังเขียนหนังสือ อย่าเดินไปนะ เดี๋ยวจะทับเส้นทางเขา อย่าไปทักทายเขานะ เพราะขณะนั้นเขาอาจจะกำลังคิดอะไรอยู่ก็ได้ ถ้าทักอาจทำให้ความคิดของเขาสะดุด เส้นทางนี้ของ ฮาโร รอบบิ้นส์ เขากำลังเขียนนวนิยายเรื่อง The Dream Die First แต่ยังไม่ทันจะเขียนทางฮอลลีวูดก็เอาเงินมาวางให้ 15 ล้านเหรียญ เขียนเสร็จแล้วจะขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อทำเป็นหนัง แต่บ้านเรา--คนที่เป็นวรรณกร เป็นกวี กว่าจะเขียนหนังสือขึ้นมาได้เล่มหนึ่ง นอกจากต้องใช้เรี่ยวอย่างมากมายในการเขียนแล้ว ต้องวิ่งไปหาสำนักพิมพ์ กว่าจะได้พิมพ์ขึ้นมาสักเล่มหนึ่งได้ ซึ่งได้เล่มละไม่กี่บาท บางคนไปศึกษาศิลปะอยู่แถวอยุธยา ต้องอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ใช้เวลาสองปีกลับมาเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่ง แต่ค่าลิขสิทธิ์หนังสือได้ไม่กี่พันบาท ฉะนั้น เราจึงมีแต่คนยากคนจนที่ประกอบงานศิลปะ เพราะไม่มีใครเอาใจใส่ ไม่มีคนสนใจ ไม่มีใครเห็นมูลค่าและคุณค่า แล้วจิตรกร ประติมากร วรรณกรก็เหมือนชาวนา...ที่เขาปลอบใจว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของแผ่นดิน เขาพูดให้สวยงาม เพื่อเอาใจกันไปอย่างนั้นแหละ ศิลปินทั้งหลายก็เป็นรากแก้วของสติปัญญา แต่เขาไม่ได้ช่วยเหลืออะไรคุณ เขาไม่ได้สนใจคุณ คุณทำอะไรออกไปก็อยู่ในวงแคบๆ ถ้าดูที่ต่างประเทศ ผมมีเพื่อรุ่นพี่อย่างจัสเปอร์ จอห์น เป็นจิตรกร รูปเขาอย่างต่ำที่สุดล้านเหรียญขึ้นไป ฉะนั้น ศิลปินจึงสามารถซื้อเกาะส่วนตัวได้ ซื้อเครื่องบินไอพ่นได้ ไม่ต่างอะไรกับนักกอล์ฟหรือนักฟุตบอล ดังนั้น คุณจะเห็นว่าในดาวเคราะห์ดวงนี้สิ่งที่แพงที่สุดคืองานศิลปะ ไม่ใช่พ่อค้าน้ำมันหรือพ่อค้าทั่วๆ ไป ตอนนี้-งานของแวน เก๊าะห์ รูปหนึ่งก็เป็นหมื่นล้าน งานของปิกัสโซนี่จะแสนล้านเข้าไปแล้ว แต่บ้านเราจะเอาสักหมื่นหนึ่งหรือแสนหนึ่งแทบไม่มีหรอก ได้แค่สี่ห้าพันก็บุญแล้ว

ที่ยุโรปหรืออเมริการัฐบาลเขาจะช่วย เขามองเห็นว่าเขียนรูปแบบนี้ ไม่มีคนซื้อหรอก เพราะน่ากลัวเกินไป จริงเกินไป เขาก็จะมีรัฐบาลกลางมาซื้อเอาไว้ เพราะคนพวกนี้ทำงานอย่างที่เขาอยากทำ ไม่ได้ทำตามคำสั่งใคร แต่บ้านเราเขาห้ามไม่ให้คิด จิตรกร ประติมากร สถาปนิก คุณต้องฟังคำสั่งเจ้านาย แต่เจ้านายไม่ต้องรู้เรื่องศิลปะอะไรเลย เขาอยากได้ตึกแบบนี้ คุณเป็นสถาปนิกคุณก็ต้องทำ ถ้าเป็นจิตรกรเขาบอกว่ามีห้องขนาดนี้ มีสีอย่างนี้ คุณก็ทำไปอย่างที่สั่ง ตอนนี้ทุกอย่างในบ้านเรามันจึงกลายเป็นอาหารตามสั่ง นี่คือโฉมหน้าบ้านเรา



ในเมื่อคนเอเชียไม่มีวัฒนธรรมการอ่านอันเป็นรากฐานแน่นหนามาแบบยุโรป แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านถือเป็นจุดร่วมของคนทั้งโลก ถ้าไม่อ่านหนังสือคนเอเชียจะแสวงหาความรู้จากอะไร อะไรคือจุดแข็งของคนเอเชีย

จุดแข็งของเราคือการอ่านตรงจากธรรมชาติ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวเขา ซึ่งเขาไม่อ่านหนังสือเลย แต่เป็นผู้ชำนาญเรื่องธรรมชาติ ชำนาญไพรมาก เขาสามารถอ่านจากสายลม อ่านจากแสงแดด อ่านจากสายรุ้ง อ่านจากใบไม้พลิกใบ แล้วผมก็ไม่แปลกใจ เพราะผมเคยอยู่กับชนเผ่านี้มาตั้งแต่เล็กๆ เมื่ออายุ 15 ปีผมเคยตามล่ากวางกับมัน ผมหิวน้ำแทบตายแล้วก็บอกมันว่าข้างหน้ามีเสียงน้ำไหล น่าจะเป็นห้วย แต่มันบอกว่าน้ำที่เราได้ยินน่ะเป็นน้ำที่อยู่ในท้องของช้างที่เดินมาเป็นโขลง ซึ่งก็จริง หรือครั้งหนึ่งตอนออกไปล่าสัตว์ ผมเห็นตาอะไรสักอย่างแดงๆ มันบอกว่าอย่ายิง อยู่สูงขนาดนี้ไม่มีกวาง เก้ง หรือหมูป่าอะไรหรอก แล้วสีแดงก็ไม่ใช่แดงทับทิมเหมือนตาเก้งกวาง นี่มันตานกยูง ยิงไปก็เสียเปล่า นี่คือสิ่งที่เขาเรียนรู้จากธรรมชาติ

ตอนผมกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ผมเป็นครูอยู่ที่เชียงใหม่ ครั้งหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรขึ้นไปบนดอย เขาก็ใช้เครื่องจับความชื้นในอากาศ จากนั้นก็บอกว่าดินแถวๆ นี้เหมาะในการปลูกพริก เพราะมันเป็นดินร่วนปนทราย ส่วนตรงโน้นควรจะปลูกฝิ่นเพราะเป็นดินเหนียวสีดำ กว่าจะได้ข้อสรุปอย่างนี้เขาใช้คนประมาณ 15 คน ใช้เงินไปหลายหมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทั้งอิสราเอล ทั้งไทยเต็มไปหมด แต่เพื่อนผม ซึ่งเป็นชาวเขาก็ถามผมว่าเขามาทำอะไร ผมก็บอกว่าเจ้าหน้าที่มาวิจัยดิน ว่าดินตรงไหนเหมาะจะปลูกอะไร มันก็ไม่ว่าอะไร ก็เดินคุยกันไป เดินไปสักพักหนึ่งก็ใช้มีดพร้าที่เหน็บเอวอยู่ทิ่มลงไปในดินแล้วก็ดึงขึ้นมา ดินไม่ติดพร้าเลย มันบอกว่าแสดงว่าเป็นดินร่วนและซุย อย่างนี้ปลูกพริกปลูกงาปลูกข้าวดี จากนั้นก็เดินไปอีกสักสองร้อยก้าวแล้วใช้มีดทิ่มลงไปอีก มีดินติดปลายมีดขึ้นมาหน่อยหนึ่ง มันบอกว่าตรงนี้ดินเหนียว ปลูกฝิ่นดี กัญชาดี ซึ่งมันไม่ต้องมารู้เลยว่าความชื้นในอากาศเท่าไหร่ ไม่ต้องหาค่าสัมพัทธ์ของน้ำของดิน แต่ธรรมชาติสอนให้มันเข้าใจเรื่องพวกนี้เอง เพราะนี่คือเส้นโลหิตของมัน ลองไม่รู้สิก็ต้องอดตาย

ที่คุณพูดถึงโลกาภิวัตน์หรือ Globalization มันก็คือกากเดนของฝรั่ง เป็นสติปัญญาที่ครอบคลุมไปทั่วโลก มันก็แค่คำโฆษณาชวนเชื่อของฝรั่งเท่านั้นเอง เพราะแต่ละที่แต่ละแห่งก็ต่างกัน อย่างอาหารการกินที่เรียกว่าฟาสต์ฟู้ดหรือแดกด่วนมันก็เหมาะกับฝรั่ง แต่เราต้องกินข้าว แล้วข้าวเราก็ต่างจากข้าวของญี่ปุ่นหรือข้าวของอิสราเอล ส่วนฝรั่งก็จะกินเมล็ดพืช กินขนมปัง เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ของมนุษย์ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมาจากการอ่านหนังสือเท่านั้น มันมาจากแหล่งอื่นๆ ได้ ยิ่งถ้าเป็นนิตยสารที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้... อย่างผมมาจากเชียงราย ทั้งเนื้อหาและรูปแบบของนิตยสารมันไม่ได้สัมพันธ์กับชีวิตผมเลยสักนิดเดียว มันไม่ได้ทำให้คนอ่านพบกับความสุข ความสว่าง หรือช่วยพัฒนาด้านจิตใจเลย แต่กลับเร้าให้คนอ่านต้องทะเยอทะยาน ต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องมีรูปแบบชีวิตแบบนี้ แล้วพฤติกรรมอยากมี อยากเป็นต่างๆ ของวัยรุ่นก็ล้วนมาจากสื่อที่เลวๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือทีวี แล้วแต่ไหนแต่ไรมาคนรุ่นโบราณเขาก็ไม่มีหนังสือ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่เขาก็สามารถอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีมีศีลธรรมได้ สามารถสร้างบ้านแปงเมืองได้ สร้างมหาวิหาร สร้างพระราชวังได้ โดยที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ความรู้หลักๆ มาจาก หนึ่ง-เรียนจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ สอง-รู้ได้จากการใช้เหตุผลในการพิจารณาไตร่ตรอง สาม-รู้จากประสบการณ์ แต่ทุกวันนี้... อย่างเรานั่งคุยกัน เมื่อก่อนเขาต้องจดบันทึก แต่ตอนนี้ใช้เครื่องถ่มน้ำลายแทน จากนั้นก็พูดใส่เครื่อง แล้วก็ไปถอด คนทุกวันนี้จึงไม่รู้จักแล้วว่า สุ จิ ปุ ลิ คืออะไร เพาะมันเต็มไปด้วยเครื่องมืออะไรมากมาย

รู้มาว่าที่บ้านคุณมีหนังสือเป็นหมื่นสองหมื่นเล่ม แสดงว่าเป็นคนให้ความสำคัญกับการอ่านมากทีเดียว ปัจจุบันการอ่านมีความจำเป็นสำหรับคุณมากแค่ไหน

ผมเป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ ผมอยากรู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไร ผมพูดได้ถึง 6 ภาษา ดังนั้น ผมก็เอาของพวกนี้แหละมาเป็นเครื่องลับจินตนาการ ผมอยากรู้ว่าวิธีคิดแบบกรีกเป็นยังไง ผมอยากจะรู้ว่าคนอียิปต์คิดยังไง รากเหง้าและเมล็ดพันธุ์ของอียิปต์เมื่อหกพันปีที่แล้ว มหาอาณาจักรขนาดนั้น เมื่ออาณาจักรของมันล่มสลายไปแล้ว ผลึกเลือด โมเลกุล และนิวเคลียสของมันยังมีอะไรที่สืบสานทางวัฒนธรรมได้ เหล่านี้เป็นต้น สำหรับผม-การอ่านเป็นเครื่องลับจินตนาการให้เฉียบคม เพื่อจะออกมาเป็นรูปเขียน มันคือผังภูมิ มันเป็นท้องทุ่งแห่งจินตนาการ เราเดินเข้าไปเก็บดอกไม้มารวมเป็นช่อ เพื่อมันจะได้มีกลิ่นหอม ให้วิญญาณของเราชุบย้อมไปด้วยมวลดอกไม้ในท้องทุ่งแห่งมโนทัศน์ แล้วก็นำความหอมของดอกไม้มากลั่นเป็นน้ำหอม เพื่อเป็นเกสรแห่งจิตวิญาณของผู้คน บางปีผมใช้เวลาอ่านหนังสือ บางปีผมใช้เวลาบดย่อย บางปีนั้นผมใช้เวลารินไหล หมายความว่าคุณจะต้องดูดซับด้วย คุณต้องเคี้ยวเอื้องด้วย ต้องหลั่งรินด้วย ไม่ใช่ว่าคุณดูดซับอย่างเดียว แต่ไม่เคยหลั่งริน หรือคุณดูดซับ หลั่งริน แต่คุณไม่เคยเคี้ยวเอื้องความคิดให้มันตกผลึก มันก็ไม่สมบูรณ์ คุณเคยอ่านนิยายเรื่อง ‘จางวางหร่ำ’ ไหม ผลงานของ น.ม.ส. ตอนหนึ่งพ่อเขียนจดหมายไปถึงลูกบอกว่า ที่พ่อส่งเจ้าไปเรียนก็เหมือนส่งคนไปเรียนทำแกงจืด คนที่ทำแกงจืดต้องรู้ว่าก่อนทำต้องเตรียมน้ำ เตรียมต้นหอม เตรียมผักชี เตรียมเนื้อสัตว์ เพราะแกงจืดเขาทำอย่างนี้ จึงไม่ต้องตำน้ำพริก ไม่ต้องขูดมะพร้าว ไม่ต้องเตรียมเครื่องแกง เพราะไม่ใช่เรื่องของแกงจืด ฉะนั้น ชีวิตนี้ผมจึงไม่พะรุงพะรัง หนังสือบางเล่มผมจึงไม่แตะ อย่าว่าแต่แตะเลยมองก็ไม่มอง เพราะมันจะเป็นข้าศึกต่อสายตา (หัวเราะ) บางเรื่องก็ไม่รู้จะอ่านไปทำไม มันหนักอึ้งและเพียบแปล้ไปด้วยสิ่งอโคจรต่อจิตวิญญาณเราทั้งสิ้น

ผมเดินทางไปยุโรปและอเมริกาทุกปี เพื่อจะรู้ว่าโลกไปถึงไหน เนปาล ทิเบต ภูฐาน ผมก็ไปทุกปีเหมือนกัน เพื่อเรียนรู้ว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์นั้นเป็นยังไง อยู่ยังไง ชีวิตนี้ผมอ่านหนังสือมาเป็นหมื่นๆ เล่ม ผมสามารถจดจำพระคัมภีร์ต่างๆ ได้เป็นร้อยเล่ม ทั้งของไทยและต่างประเทศ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เพราะใจผมต้องโปร่งก่อนถึงจะสามารถรับสารต่างๆ ได้ ปีหน้าผมได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่เบิร์กเลย์ และยูซีแอลเอ สหรัฐอเมริกา โดยสอนที่ละสามเดือน หลังจากที่เขาเชิญเมื่อสี่ปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งจะตอบตกลงปีนี้เอง เพราะการขึ้นเวทีสักทีผมต้องเลือก

ความจริงแล้ว ผมไปสอนที่ต่างประเทศมาเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว ทั้งยุโรป ทั้งอเมริกา คราวนี้เขาบอกว่าเขาสนใจเรื่องพุทธปรัชญานิกายเซน ปรัชญานิกายพุทธมหายาน ในมุมมองของนักวาดรูป ที่เพิ่งจะรับปากก็เพราะว่าเพิ่งมีเวลาว่าง ประกอบกับเมื่อได้ดูงานของผมเองแล้วก็รู้สึกว่าพอทนได้

มีช่างวาดรูปที่ไปเข้าคิวเพื่อที่จะไปที่นั่นเป็นสิบๆ ปี แต่เขาก็ไม่เอา เพราะฝีมือไม่ถึง แต่กรณีผมเขาบอกว่าเขาตามงานผมมาตลอด 15 ปี รู้ว่าทำอะไรอยู่ ก็เลยเชิญ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากให้มันเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับรัฐ ที่ต้องให้เขาหนังสือผ่านทางกระทรวงต่างประเทศหรือรัฐบาล แต่นี่เป็นการเชิญระหว่างผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กับผมโดยตรง

การรับเชิญไปสอนแบบนี้จะมีสองแบบคือ Visiting professor หรือที่เรียกว่าศาสตราจารย์รับเชิญ เชิญแบบเป็นเกียรติ อย่างนี้จะไม่ได้เงิน แต่ของผมไปนี่เขาเรียก Play visiting professor แบบนี้จะได้เงิน แต่ก็ไม่เยอะหรอก เงินเดือนแค่สองหมื่นเอง แต่พอมาคิดเป็นเงินไทยก็แปดแสนบาท ก็ไม่ถือว่าน้อยเท่าไหร่

ไปคราวนี้ผมคงไม่ต้องขนรูปไปด้วย เพราะไม่งั้นก็ต้องขนกลับมาอีก ผมเองมีบ้านที่โน่น ผมจะไปมือเปล่า ไปทำงานที่โน่นสักสามเดือน เพราะผมวัดความกว้างความยาวของพิพิธภัณฑ์ไว้หมดแล้ว สามเดือนผมก็สามารถคุมพื้นที่ได้หมด เหมือนงานแสดงที่นี่แหละ ตอนเขาเชิญผมถามว่าคุณเชิญผมกี่เดือน พื้นที่กี่ห้อง เขาบอกมีสามห้อง แล้วผมก็ใช้เวลาในการวาดรูปสามเดือนสำหรับสามห้อง สแตนฟอร์ดคือหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในอเมริกา คุณธารินทร์ นิมมาเหมินทร์ ก็จบจากที่นี่ เพื่อนผม อาจารย์นคร พวงน้อย ก็จบจากทีนี่ แม้ผมจะไม่ได้จบที่นี่ แต่การได้รับเกียรติก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี

เหตุผลอย่างหนึ่งที่ผมรับไปสอนคือผมสนุกที่จะได้นำเสนอความคิด ได้ฟังคำถามหรือข้อเสนอแปลกๆ จากนักเรียนทั้งยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะเด็กอเมริกานั้นก็มีทั้งเด็กอมริกันเชื้อสายเกาหลี อิตาเลียน ไทย ฟิลิปปินส์ ที่เกิดและใช้ชีวิตในอเมริกา แล้วความที่ผมเป็นคนผิวเหลือง มันก็ยิ่งดูถูกขึ้นมาอีกสองเท่า ยิ่งกว่าไอ้มืดอีก เพราะอย่างน้อยไอ้มืดมันก็ยังเป็นคนในอเมริกา ฉะนั้น มันจึงลองภูมิผมทุกรูปแบบ กระทั่งผมพูดเสียงแปร่งหน่อยเดียวมันก็เยาะเย้ยถากถางแล้ว พูดยังไม่ชัดเลย ผมก็เลยบอกไปว่า พูดชัดกับความคิดมันคนละเรื่องกัน ผมอาจจะพูดแปร่ง แต่ความคิดผมชัด เพราะผมไม่ได้เกิดที่นี่ ผมมาจากเมืองไทย มาจากเอเชีย ถ้าเจอผู้สอนผิวสีนักเรียนมันจะพยายามถามให้จนตรอก ต้อนให้จนมุม แต่ผมไม่จนมุมหรอก เพราะผมเตรียมตัวไปดี

เรื่องสีผิว-มีครั้งหนึ่งที่ผมความประทับมากคือ ครั้งหนึ่งผมอยู่ซูดาน เดินทางไปกับนักรบกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นไกด์ให้คณะพวกผมที่ไปกับชนชั้นสูงของยุโรป เพื่อไปล่าสัตว์ในซาฟารี ในคณะมีผมเป็นคนผิวเหลืองคนเดียว ระหว่างนั้นก็มีนักรบอีกกลุ่มหนึ่งสวนทางมา พอเจอผมที่กำลังหยุดพักใต้ร่มเงาไม้ มันหยุดทั้งหมดเลย แล้วสองสามคนก็เดินเข้ามาคุยกับนักรบที่เป็นไกด์ให้คณะผม พอเขาไปแล้วผมจึงถามไกด์ว่าสักครู่เขาพูดว่าอะไร เขาบอกว่าพวกนั้นมันบอกว่า คนขาวก็เคยกินมาแล้ว คนดำก็เคยกินมาแล้ว แต่คนเหลืองยังไม่เคยกิน ผมก็เลยฝากไปบอกว่าผมแค่ผ่านมาดูสัตว์ อย่ากินเลย แค่ชิมได้ไหม (หัวเราะ) ฉะนั้น ไอ้การดูถูกเรื่องสีผิวอะไรอะไรต่างๆ ผมจึงไม่ตื่นเต้น

ทำไมคุณถึงไม่ค่อยแสดงงานในเมืองไทย หากจะนับครั้งก่อนจนถึงครั้งนี้น่าจะประมาณสามสิบกว่าปี

ผมแสดงงานทุกปี แต่ผมเลือกเวที แทนที่ผมจะแสดงเฉพาะในเมืองไทย คือผมสำคัญตนผิดว่าผมเป็น International Known ดังนั้น ผมจึงไม่จำเป็นต้องแสดงเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น ผมแสดงงานที่ยุโรปเกือบทุกประเทศ ทั้งเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี หรือเมืองใหญ่ๆ ในอเมริกาผมก็แสดงมาแล้วเกือบทั้งสิ้น ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาผมแสดงเดี่ยวไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง แต่ป่วยการจะมาบอกใคร เพราะไม่เห็นมีใครสนใจเลย ผมก็แสดงของผมคนเดียว ครั้งล่าสุดที่ผมแสดงที่เมืองไทยคือเดือนตุลาคม ปี 2519 แล้วผมก็สร้างบ้านได้ 35 หลัง ปีหนึ่งผมก็ทำหลังหนึ่ง จากนั้นผมก็ไปซื้อสมบัติบ้าบอมาใส่บ้าน ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งในการแสวงหาปัญญาญาณจากสิ่งที่ผู้อื่นสร้างทำมาเก็บรวบรวมไว้ เพื่อเป็นเหมือนเรือไว้สำหรับข้ามฟากนำเราไปสู่ฟากหนึ่ง เมื่อข้ามไปแล้วผมจะก็ไม่สนใจเรือแล้ว ใครจะข้ามก็ข้ามไป ผมวางไว้ให้แล้ว

คุณสนใจเรื่องการตอบรับของคนที่เข้ามาชมงานแสดงของคุณมากน้อยแค่ไหน

ผมไม่สนใจ ผมเป็นช่างวาดรูป ผมก็ทำหน้าที่ผมของไป ดูก็ดู ไม่ดูผมก็ไม่สนใจ ผมไม่กังวล มันไม่ใช่กิจของนักวาดรูป ผมไม่เคยถามดวงดาวในห้วงเวหาว่าเปล่งแสงไปที่ไหน ไม่เคยถามนกที่ร้องเพลงในอากาศว่าทำไมถึงร้องเพลง ผมไม่เคยถามถึงรสหวานที่มีอยู่ในกลีบดอกไม้ เพราะเหล่านี้มันคือธรรมชาติ ฉะนั้น ผมจึงไม่กระหายที่จะมีลูกศิษย์ ลูกศิษย์เท่านั้นแหละที่จะมาเสาะแสวงหาศาสดาเอง เหมือนเวลาไปสัมภาษณ์ออกรายการทีวีเขาถามว่าผมจะฝากอะไรกับผู้คนไหม ผมบอกไม่ฝาก ไม่มีอะไรจะฝาก เหมือนกัน เพราะผมได้จูงควายมาถึงหนองน้ำแล้ว ส่วนจะกินน้ำหรือไม่ก็เป็นเรื่องของควาย ไม่ใช่เรื่องของผม (หัวเราะ)

มีคนถามผมว่าตอนนี้มีเงินเก็บมากแค่ไหน ผมบอกไปว่าถ้าผมเอาเงินมากองทับๆ กัน ก็ไม่รู้ว่าระหว่างภูเขาทองกับเงินของผมอะไรจะสูงกว่ากัน (หัวเราะ) คือเรื่องพวกนี้มันเป็นเดรัจฉานกิจกรรม ไม่ต้องมาถาม สิ่งที่ต้องถามก็คือช่างวาดรูปคนนี้มันได้นำสาระเลวอะไรของมันไปสู่ผู้คน เพราะสิ่งที่เป็นสาระจริงๆ คือรูป รูปคือภาษาสากล รูปเขียนผมไม่ใช่ภาษาไทย ฝรั่งก็ดูรู้ ไทยก็ดูรู้ เพราะผมไม่ได้เขียนรามเกียรติ ไม่ได้เขียนลายกนก ฉะนั้น ใครก็ดูรู้เรื่อง แล้วคนที่ซื้อรูปผมเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็เป็นฝรั่งทั้งนั้น นักวาดรูปเป็นคนที่อยู่ระหว่างคนที่ยังไม่เกิดกับคนที่ตายแล้ว ฉะนั้น จึงไม่ค่อยมีคนเข้าใจมัน มันเกิดก่อนเวลา มีน้อยคนที่ขณะมีชีวิตอยู่จะประสบความสำเร็จ คือขายรูปได้ขณะมีชีวิตอยู่ ที่เห็นชัดๆ ก็มี ปิกัสโซ แต่ส่วนมากต้องตายไปแล้วหลายร้อยปีคนถึงจะขุดความคิดของเขาขึ้นมาได้ ในแง่นี้ผมก็นับว่าโชคดี

งานแสดงครั้งนี้ผมไม่ขายรูป เพราะไม่อยากยุ่งยากเรื่องเปอร์เซ็นต์เรื่องค้าขาย เขาเชิญมาแสดงก็นับว่าเป็นเกียรติแล้ว อย่างหนึ่งผมไม่ต้องการกำไรเงินทองอะไร ผมพอแล้ว อยากให้คนดูได้รับสุขุมรส แล้วเมื่อไม่มีการซื้อขายมันจะหมดจดกันทั้งสองฝ่าย แต่เพื่อให้ทางผู้จัดเขามีรายได้หมุนเวียนบ้าง เขาจึงได้เก็บเงินคนละยี่สิบบาทในการเข้ามาดู แล้วเขาขายเสื้อยืดได้เป็นพันๆ ตัว คนมาดูจากเปิดมาสองเดือนก็หมื่นกว่าคนแล้ว จากปกติงานอื่นๆ มีคนดูแค่พันคน ฉะนั้น การที่คนมาดูเยอะขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์แล้วสำหรับแผ่นดินที่ไม่มีใครสนใจศิลปะแห่งนี้

ทำไมคุณจึงชอบบอกกับผู้คนว่าเป็นแค่ช่างวาดรูปคนหนึ่งเท่านั้น

ผมเป็นคนที่เคารพในบทบาทและอาชีพของผู้คน ถ้าผมบอกว่าผมเป็นศิลปิน มันเหมือนยกย่องฐานะของตนเองให้โอ่อ่าวิลิศสะมาหรา เตชะหรูวิจิตรเกินไป อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่เคยออกเทป ไม่มีสักชุด (ยิ้ม) ผมเป็นช่างวาดรูป ผมอยากจะอ่อนน้อมถ่อมตัวว่าผมเป็นแค่นักวาดรูปเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ศิลปิน แล้วคำว่าศิลปินมันดูสับสน นักแสดงก็เรียกศิลปิน นักร้องก็ศิลปิน ขณะที่เมืองนอกคำว่าอาร์ติสต์นั้น เขาไม่ได้เรียกตัวเอง แต่คนอื่นยกย่อง เพราะเขายิ่งใหญ่พอที่จะเป็นแบบนั้น ต่างจากบ้านเรา ออกเทปก็เป็นศิลปิน แสดงหนัง แสดงละครก็เป็นศิลปิน ผมกลัว ผมไม่เป็นหรอกศิลปิน ผมเป็นแค่นักวาดรูป นี่คืออาชีพผม จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็แค่สิ่งสมมุติ แท้จริงแล้ว ไม่มีคุณ ไม่มีผม ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าหากยึดตามหลักพุทธศาสนา ทุกอย่างเกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป ไอ้พวกนักต่างๆ ที่เราๆ เรียกกันก็คือสิ่งสมมุติ มันคือสมมุติสัจจะ ไม่ใช่ปรมัตถ์สัจจะ

คุณพูดถึงเรื่องทำนองปรมัตถ์สัจจะพวกนี้ค่อนข้างบ่อย หากยึดตามหลักพุทธศาสนา คุณคิดว่าการเป็นช่างวาดรูปหรือคนที่ทำงานศิลปะสามารถหลุดพ้นได้ไหม

อยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคน อยู่ที่มนสิการหรือความตั้งใจของผู้คน นักมวยก็ไปสู่ความหลุดพ้นได้ โสเภณีก็ไปสู่ความหลุดพ้นได้ หัวหน้าโจรอย่างองคุลีมาลยังสามารถไปสู่ความหลุดพ้นได้ มันขึ้นอยู่กับบุรพกรรม สติปัญญา และภูมิธรรมของแต่ละคน บางคนเขาหลุดพ้นขณะมีชีวิตอยู่ก็มี แต่เขาไม่ได้มาอวดอุตริมนุสสธรรมเท่านั้นเอง เพราะเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธคือความหลุดพ้น ไม่ใช่การต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป สำหรับผม-ขอแค่ได้วาดรูปอย่างที่ผมอยากวาด ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังของผมเงียบๆ แล้วผมอายุ 65 แล้ว ผมต้องอยู่คนเดียวแล้ว เหมือนนอแรด เหมือนกระทิงโทน ต้องผละออกจากฝูง แต่ก็อย่างว่า... อายุขนาดนี้แล้ว เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก เพื่อนผมอายุ 65 ยังไม่กล้าซื้อกล้วยทั้งหวีเลย เพราะกลัวว่าจะอยู่ไม่ทันกินกล้วยหมดทั้งหวี อย่างผมเอง พอเข้าร้านอาหารก็สั่งของหวานมากินก่อนเลย เพราะเดี๋ยวจะอยู่ไม่ทัน (หัวเราะ)

เป็นไปได้ไหมว่าคุณจะใช้ชีวิตเยี่ยงนักบวช

ผมไม่ยินดีใดๆ ในรูปแบบ ผมนิยมยินดีในเนื้อหา ผมไม่เชื่อในรูปแบบ... การโกนผม นุ่งห่มเหลือง แล้วเข้าไปอยู่ร่วมเป็นหมู่ปริโภชน์ มีศีล มีอะไรมาร้อยรัดพันธนาการ ถ้าจะเป็นพระ ผมก็จะเป็นพระแบบเซน มุ่งไปที่ความรู้แจ้งทางปัญญามากกว่าพิธีกรรม ตั้งแต่อายุ 15 ปี ผมไม่เล่นการพนัน ไม่เคยดื่ม ไม่เคยสูบ ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร ผมมุ่งเดินไปสู่มหาวิหารมาตลอด ตอนนี้เป็นขากลับสู่หลุมฝังศพ ฉะนั้น ผมจึงไม่ต้องมุ่งไปสู่มหาวิหารอีกต่อไป แต่ผมเดินทางกลับมาทุกมุมเลี้ยวที่มีเครื่องบูชาริมบาทวิถี ซึ่งมันให้ความพิศวงแก่ผมทุกขณะจิต ฉะนั้น ผมจึงไม่มีปลายทางอีกแล้ว ทุกวันนี้ผมซ้อมตายอยู่เรื่อยๆ ที่บ้านผมก็สร้างวัดเอาไว้ สร้างที่เผาผีเอาไว้ ไม่ได้ทำใหญ่โตอะไรหรอก แต่อยากทำให้งดงามหน่อย ไม่อยากให้เหมือนอินเดียนแดงที่เอาผ้ามาคลุมๆ ไว้ เดี๋ยวหมามันมาแทะ แต่ผมจะทำเป็นแท่น มีที่ใส่ฟืน ผมจะไม่ไปอยู่ในโลง พอตายปุ๊บผมก็จะรีบเผา กลัวมันเหม็น ผมซ้อมเวลาไว้หมดแล้ว ไม่น่าจะเกินชั่วโมงหนึ่ง แล้วผมขออนุญาตสมเด็จพระเทพฯ เอาไว้แล้วว่าขอลาตาย ไม่ขอพระราชทานเพลิงศพ เพื่อนผมที่เป็นคนจัดการเรื่องงานศพก็ขายตั๋วไปแล้ว 1,500 ใบสำหรับการดูพิธีเผาศพ แต่ก็คงไม่มีอะไรหวือหวา เรียบๆ แต่อาจจะมีเทปที่ผมเล่าเรื่องอะไรตลกๆ มาเปิดในงาน เพราะผมไม่อยากให้คนมาโศกเศร้าในงาน แต่อยากให้คนตบมือตบตีน ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ คุณจะเอาอะไรนักหนา

ตอนผมอายุ 60 ปี เขาก็จัดให้ผมที่นี่ (หอศิลปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ) ผมขอให้ทุกฝ่ายมาที่นี่ ทั้งเพาะช่าง ศิลปากร ผมเป็นกรรมการแบงก์ชาติ แบงก์กรุงเทพ แบงก์ไทยพาณิชย์ แบงก์กสิกร ก็ขอให้ทุกคนมารวมกันที่นี่หมด จากนั้นผมก็ให้เพื่อนผม 5-6 คนพูดถึงผม โดยกำชับว่า มึงอย่าพูดถึงเรื่องดีของกูนะ มึงต้องพูดเรื่องเลวๆ หรือเรื่องไหนที่อยากด่าก็ด่าซะ โอ้โห มันกระซวกกันซะสนุกปาก มันเป็นบ้าเลย ทุกคนตบมือตบตีน เพราะนานๆ จะได้ด่าผมสักที ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าด่า เพราะผมชำนาญมากด้านการต่อสู้ด้วยปากเปล่า (หัวเราะ)

ทำไมคุณถึงเลือกเรียนปริญญาเอกด้านปรัชญาและสุนทรียศาสตร์

ผมอยากเป็นนักคิด ผมคิดว่าการวาดรูปมันเป็นแค่ช่างฝีมือ ผมเรียนที่เพาะช่างสามปี เรียนปีหนึ่งถึงปีสามที่ศิลปากรผมก็มาซ้ำซากอยู่กับการฝึกฝีมือแบบฝรั่ง พอปีสี่ปีห้าผมเลือกเรียนด้านจิตกรรรม เพราะผมถนัดที่สุด พอไปเรียนที่ต่างประเทศผมใช้เวลาเพียงสามเดือนเขาก็ปล่อยให้ผมขึ้นไปเรียนชั้นปริญญาโท ที่โน่นเขาทดสอบว่าผมรู้จักกายภาควิทยาไหม รู้จักประวัติศาสตร์ไหม รู้จักการวิจารณ์ไหม รู้จักแสงและเงาไหม รู้จักจิตวิทยาเบื้องต้นไหม เขาเห็นว่าผมผ่านขั้นตอนการเรียนตามแบบสากลมาแล้วเขาก็ปล่อย ดังนั้น เมื่อผมผ่านอะไรพวกนี้มาหมดแล้วผมจึงอยากเป็นนักคิด คุณจะเห็นว่างานผมไม่ใช่การเขียนต้นไม้ เขียนดอกไม้ หรือเขียนทิวทัศน์ การเขียนสิ่งพวกนี้คุณไม่ต้องคิด แต่ในงานของผมผมต้องการใช้ความคิด ผมต้องการใช้จินตนาการ ฉะนั้น ผมจึงเลือกเรียนปรัชญา แล้วเป็นอภิปรัชญาด้วย เพื่อให้มันลึกซึ้ง ผมเรียนทั้งปรัชญาตะวันตก ทั้งปรัชญาตะวันออก ผมอยากรู้รากความคิดของแต่ฝ่ายเป็นอย่างไร จากนั้นผมก็รีดเน้นความคิดเหล่านี้ออกมาเป็นภาพเขียนอย่างที่คุณเห็น การเรียนมันให้ความรู้ ส่วนการทำงานมันให้ความรู้สึก จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

ความตั้งใจของผมมีสองอย่าง หนึ่ง-ผมอยากเป็นนักวาดรูป ผมจึงฝึกวาดรูป สอง-ผมอยากเป็นนักคิด ผมจึงเรียนด้านปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ ฉะนั้น เมื่อผมมีทั้งสองอย่างแล้วผมจึงอยากสำแดงฝีมือและความคิดให้คนได้ประจักษ์ ความที่ผมมีความทะเยอะทะยานไม่มีขอบเขตจำกัดผมจึงแสดงให้โลกนี้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่แค่ตำบลนางแล เชียงรายหรือประเทศไทย มันเล็กไป

บ้านผมที่เชียงราย ที่ผมทำขึ้นมาผมอยากให้มันเป็นศูนย์กลางของโลก ผมอาจไม่มีความจำเป็นต้องไปยุโรปหรืออเมริกาด้วยซ้ำ เพราะคนพวกนี้อยากมาหาผมทุกปี แต่ที่ผมเดินทางไปที่โน่นที่นี่ก็เพราะอยากจะไปแลกเปลี่ยนความคิดความอ่านกับผู้คนบ้าง

ในอินเดียจะมีอาร์ติสต์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่สองคน เป็นนักซีต้า คนหนึ่งคือระวี ชังก้า ได้รางวัลแกรนด์ไพรซ์ จากฟูโกอากะ เหมือนกับที่ผมได้ ระวีเป็นนักซีตาที่ยอมเดินทางออกนอกประเทศ เขาสอนเดอะบีเทิลส์ เขาไปเล่นที่อเมริกา ยุโรป เอเชีย ที่เมืองไทยก็เคยมาเล่นถึงสองครั้ง แต่มีเพื่อนเขาคนหนึ่งชื่อมิรายัด ข่าน เขาไม่เคยออกนอกประเทศเลย เขาบอกว่าซีต้าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นของยิ่งใหญ่ คนที่จะมาฟังต้องมาฟังในอินเดีย คนที่จะมาสัมผัสต้องมาหาเขาที่บ้าน

บางครั้งผมไปอเมริกา บางครั้งไปยุโรป เพราะผมต้องการประกาศสัจธรรมของผมว่าผมรู้เรื่องอะไรบ้าง ขณะเดียวกันผมก็ชอบความอหังการ์ของปิกัสโซ ช่วงที่เขาเป็นหนุ่มใหญ่ อายุสักสี่สิบห้า มีชื่อเสียงขจรขจาย มหาวิทยาลัยที่โอไฮโอในอเมริกามาจ้างเขาไปทำประติมากรรม ปิกัสโซย้อนถามว่าทำที่ไหนนะ เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าที่อเมริกา ปิกัสโซตอบไปว่าเอาอเมริกามานี่สิ แล้วจะทำให้ แหม ผมอยากจะพูดอย่างนั้นบ้าง กูไม่ไปหรอกสแตนฟอร์ด มึงเอาสแตนฟอร์ดมานี่สิ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดอย่างนั้นสักที (หัวเราะ) หรืออย่างออสการ์ ไวด์ ตอนที่เขาไปอเมริกา มีคนถามเขาว่าคุณมีอะไรจะสำแดงไหม ออสการ์ ไวด์ตอบว่า ความเป็นอัจฉริยะของผมไงที่จะสำแดง ซึ่งผมไม่มีโอกาสจะพูดสักที เพราะไม่มีใครถาม แต่แม้มีคนถามก็คงตอบแบบนั้นไม่ได้ เพราะผมไม่มีอะไรเลยสักอย่าง (หัวเราะ)

ช่วงที่คุณเป็นช่างวาดรูปที่ชำนาญ แต่ยังไม่มีความคิดกระจ่างชัด กับตอนนี้ที่มีพร้อมทั้งฝีมือและความคิด เทียบตอนนั้นกับตอนนี้เห็นความต่างในงานมากไหม

เมื่ออายุ 19 ปี จอห์น สไตน์เบ็ค เขียนนวนิยายเรื่องตอร์ติญาแฟลต เขาได้รางวัลพูลิเซอร์ ไพรซ์ พออายุ 60 ปี เขาเขียนเรื่อง ผลพวงแห่งความคับแค้น และได้รางวัลโนเบล คนก็ถามเขาแบบนี้แหละ สไตน์เบ็คตอบว่าตอนอายุ 19 ผมไม่มีความลุ่มลึก ไม่มีมิติ เพราะยังเพาะบ่มไม่พอ แต่ผมก็มีความสดและความเฉียบขาด ครั้นผมอายุ 60 ผมอาจจะมีความลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น แต่ผมก็เชื่องช้าลง ไม่มีความเฉียบขาดและแหลมคมเหมือนสมัยหนุ่มๆ ผมเองก็เช่นกัน, ไม่ใช่ว่าเหมือนสไตน์เบ็ค แต่เหมือนมนุษย์ทุกคน ตอนที่ผมฝึกฝีมือนั้น ผมก็สำแดงฝีมือ ตอนที่ผมฝึกความคิด ผมก็สำแดงความคิด

บางครั้ง-ของบางอย่างงามด้วยฝีมือ บางครั้งก็งามด้วยเนื้อหา เราปฏิเสธไม่ได้ เหมือนดอกไม้ บางชนิดงดงามด้วยก้านกิ่ง แต่ไม่มีกลิ่น แต่บางชนิดมีกลิ่นหอม แต่ปราศจากสีสัน แต่ดอกไม้บางชนิดมีทั้งสีอันงดงามมีทั้งกลิ่นอันหอมหวน แต่ ณ ปัจจุบันผมอยากทำให้ดอกไม้ของผมมีทั้งกลิ่นหอม มีทั้งสีสันสวยงาม อยากให้บานอยู่ในอ้อมใจของมนุษยชาติของตลอดไป ฉะนั้น ผมจึงต้องปรุงแต่งด้วยฝีมือและความคิด เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมาย ซึ่งก็คือจิตวิญญาณของมนุษยชาติ ณ วันนี้ผมคิดว่าผมได้ทำสำเร็จแล้วในบางด้าน ไม่ใช่ทั้งหมด เหมือนดอกบัวที่มีกลีบเป็นร้อยจึงจะรวมเป็นดอกเดียว ผมก็คงเหมือนหนึ่งกลีบในนั้น เหมือนสายซีต้าที่มีตั้งยี่สิบสาย แต่เล่นด้วยท่วงทำนองเดียวกัน ผมก็เหมือนมนุษยชาตินั้นแหละ คือฝึกอะไรมาก็ชำนาญเรื่องนั้น

ทุกวันนี้ ถวัลย์ ดัชนี ใช้ชีวิตยังไง

เหมือนคนทั่วไป แต่ที่ไม่เหมือนก็ตรงที่ผมไม่มีอบายมุข ฉะนั้น ผมจึงไม่มีเพื่อน คนอื่นอาจจะกินเหล้ากัน แต่ผมไม่ ผมจึงไม่ต้องดูหนัง ไม่ฟังเพลง เพราะในชีวิตที่ผ่านมาผมฟัง ผมดูมามากมายแล้ว ปกติที่อยู่กรุงเทพฯ ผมตื่นขึ้นมาก็ขว้างมีดขว้างขวาน เพราะต้องการความเร็วในการเขียนรูป ถ้าอยู่เชียงรายก็จะยิงธนู ขว้างหอก เพราะมีพื้นที่เยอะ สายๆ ผมก็ไปเอาปิ่นโตที่คนเอามาห้อยไว้ให้ จากนั้นก็วาดรูป หรือไม่ก็อ่านหนังสือ ตีกลองบ้าง เดินไปมา คุยกับต้นไม้ใบหญ้า ดูนก พอช่วงกลางวันผมก็จะพิจารณาดูว่ามีใครที่ไหนเดินทางมาเยี่ยม โดยแบ่งเป็นว่าพวกยุโรปมีใครบ้าง อเมริกามีใครบ้าง ออสเตรเลียมีใครบ้าง แอฟริกามีใครบ้างที่เขานัดหมายไว้ ถ้าเห็นสมควรก็จะออกไปแสดงมุทิตาจิต แต่ถ้าไม่เห็นสมควรก็จะให้ภัณฑารักษ์พาเขาเดินดูอะไรต่างๆ ไม่ต้องถึงผมก็ได้ ผมก็เขียนรูปของผมไป โดยไม่สนใจว่ากลางวันหรือกลางคืน เขียนกระทั่งเบื่อหน่าย จากนั้นจึงจะเรียกคนขับรถให้ขับไปไหนก็ได้โดยไม่มีเป้าหมาย ผมก็ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย สัก 2-3 ชั่วโมงก็กลับมา จากนั้นก็มานั่งอ่านจดหมายที่ส่งเข้ามาเป็นฟ่อนหญ้า ผมก็จะดูความเคลื่อนไหวของศิลปะวิทยาการจากหนังสือที่ผมรับ บางเล่มก็มาจากฝรั่งเศส บางเล่มก็มาจากเยอรมัน บางเล่มก็มาจากอิตาลี บางเล่มก็มาจากอเมริกา นานๆ ทีผมก็จะออกไปสนทนากับชาวบ้าน

ทุก 6 เดือน ผมจะไปต่างประเทศ 3 เดือนผมอยู่เชียงราย อีก 3 เดือนอยู่กรุงเทพฯ ที่ทำแบบนี้เพราะผมเองก็ยังเกาะเกี่ยวอยู่กับกามคุณ ผมยังอยากดูหนังดีๆ ที่มันไม่มีมาฉายในประเทศไทย อยากอ่านหนังสือดีๆ ที่ไม่มีขายในประเทศไทย อยากเห็นสถาปัตยกรรมที่แปลกๆ อยากเห็นการแสดงออกเดี่ยวๆ ของจิตรกร อยากเห็นงานของประติมากร การดูละครที่ดีๆ บางครั้งก็อยากไปดูซีต้าที่อินเดีย บางทีก็อยากไปฟังลีลที่เมืองซอกบาที่กรีซ บางทีก็ไปฟังซามิเซงที่ญี่ปุ่น บางครั้งก็ไปฟังขิมของจีน บางทีก็ไปฟังเสียงเคาะที่เป็นเพอร์คัสชั่นที่แอฟริกา บางทีก็ไปฟังเขาเคาะทองเหลืองที่เนปาล ที่เรียกว่าระนาดทองเหลือง กลับมาเมืองไทย บางครั้งผมก็จัดกิจกรรมพวกนี้ ดีดพิณเปี๊ยะบ้าง ตีกลองสะบัดชัยบ้าง ตีกลองพูจาบ้าง กลองคูโด้ของญี่ปุ่นบ้าง เป่าขลุ่ยของญี่ปุ่น หรืออาจจะเอาเครื่องดนตรีแปลกๆ มาเล่น ผมเป็นนักกีตาร์ ผมก็จะเล่นพิณเล่นอะไรไป คือผมเสาะแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อเอามาทำของที่ไม่มีระโยชน์ นั่นคือการวาดรูป เพราะผมไม่ใช่สถาปนิก ไม่ใช่มัณฑนากร รูปเขียนไม่ใช่มีไว้เพื่อประโยชน์ใช้สอย แขวนไว้ดูเท่านั้นเอง คนทั้งโลกอาจจะปลูกข้าว ปลูกมันฝรั่ง แต่ผมขอที่สักไร่เดียวสำหรับปลูกดอกไม้ เพราะดอกไม้มันจำเป็นต่อจิตวิญญาณ ดอกไม้จำเป็นต่อลมหายใจของมนุษยชาติ บางทีดอกไม้สำคัญยิ่งกว่าข้าวด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอเป็นผู้ปลูกดอกไม้เพื่อมนุษยชาติ เพื่อให้มันบานส่งกลิ่นหอมอยู่ในใจของผู้คน

ถ้าถามถึงบั้นปลายชีวิต ผมคิดว่าผมพอแล้ว ต่อจากนี้ผมก็คงกลับบ้าน หยุดกิจกรรมทุกอย่าง แล้วก็ปิดประเทศ ไม่ให้คน สัตว์ สิ่งของเข้าใกล้ อย่างปิกัสโซ ช่วงอายุ 65 ปี เขาก็ไม่ให้คน สัตว์ สิ่งของพบ ไม่ให้สัมภาษณ์ ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาท เขียนรูปตลอดเวลา ผมก็กะว่าจะทำแบบนั้น จะถอนเงินที่ฝากไว้ตามแบงก์ทั่วโลกมาใส่ตุ่มใส่หีบเอาไว้ที่บ้าน (หัวเราะ)

ที่มา : http://www.marsmag.net/s1000_obj/front_page/page/131.html?content_id=1239


วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คู่มือศึกษาประวัติศาสตร์โลก ฉบับไม่งี่เง่า (The No-Nonsense Guide to World History)


ผู้แต่ง : CHRIS BRAZIER
แปล : ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล
ราคา 165 บาท

ตั้งแต่รู้จักเกมส์ Civilization (เลิกเล่นไปนานแล้ว กินเวลามาก)
ก็เริ่มสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ
ใครจะว่าแก่ก็ยอม

เริ่มอยากรู้ว่าเราเป็นใครมาจากไหน
ประวัติศาสตร์แต่ละที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?
มนุษย์มีจุดกำเนิดเดียวกันใช่หรือไม่ ?
แล้วเส้นทางการโยกย้ายถิ่นฐานเกิดขึ้นได้อย่างไร?
แล้วมนุษย์เรามาแยกจากกันตอนไหน?
เส้นแบ่งประเทศเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ทำไมประเทศแต่ละประเทศจึงพัฒนาได้เร็วช้าต่างกัน?
นี่เป็นคำถามในสมองของผมเสมอมา
ทำไมประเทศซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์พร้อมอย่างประเทศไทย
ภัยธรรมชาติก็น้อยมาก แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลย
จึงพัฒนาช้ากว่าประเทศที่มีแต่ภูเขาและเกาะอย่างประเทศญี่ปุ่น
ส่วนประเทศที่มีแต่ภูเขาและเกาะเช่นกันอย่างฟิลิปปินส์ทำไมจึงทำไม่ได้เช่นญี่ปุ่น
เป็นเพราะอะไร?

ผมสังเกตประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา
ล้วนแล้วแต่เกาะตัวอยู่ตามแนวเส้นศูนย์สูตรทั้งสิ้น
ประเทศที่พัฒนาแล้วมักอยู่ในแนวเดียวกัน
หรือสภาพอากาศจะมีส่วนทำให้คนเราพัฒนาได้ต่างกัน
ประเทศเราซึ่งมีพร้อมทุกสิ่งทำให้เราขี้เกียจใช่หรือไม่?

ความอุดมสมบูรณ์ทำให้เราไม่จำเป็นต้องดิ้นรน หาวิธีเพาะปลูก วิธีถนอมอาหาร วิธีเลี้ยงสัตว์
การไม่มีภัยธรรมชาติ
ทำให้เราไม่ต้องดิ้นรนหาวิธีสร้างสิ่งก่อสร้างให้แข็งแรงเพื่อกันภัยธรรมชาติ
ไม่จำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆเนื่องจากเราก็สามารถอยู่ได้โดยไม่อดตาย
ไม่ต้องออกเรือเดินทางไปแสวงหาแผ่นดินใหม่
เนื่องจากที่เรามีอยู่นั้นมันดีพร้อมอยู่แล้ว หรือไม่?

ความสมบูรณ์พร้อมไม่ต้องดิ้นรนหรือไม่ ? ที่ทำให้เราหยุดอยู่กับที่

นี่เป็นความสงสัยส่วนตัวของผม


ประวัติศาสตร์ที่เราได้รับรู้ เรียนรู้ส่วนใหญ่ มักมีแต่เรื่องของสงคราม
ใครรบกับใคร ใครแพ้ใครชนะอะไรประมาณนั้น
แต่จริงๆแล้วเรื่องราวในประวัติศาสตร์มีมากกว่านั้น
ทั้งเรื่องของความเชื่อ
การทำมาหากิน

ผู้เขียนเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่สมัยก่อนยุคหินเลย

เมื่อประมาณ 150,000 ปีก่อน คศ.
มนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ว่าพระราชา หรือยาจก นักฟิสิกส์อะตอม
ล้วนมีต้นกำเนิดจากหญิงแอฟริกันคนเดียวกัน
ก่อนจะมาเข่นฆ่ากันเองอย่างทุกวันนี้

เมื่อก่อนเพศแม่เป็นผู้กุมความลับในการให้กำเนิด
ทำให้เทพเจ้าในสมัยก่อนเป็นเพศหญิงทั้งสิ้น
เพิ่งมาเปลี่ยนในตอนหลังนี่เองเมื่อเพศชายรู้ว่า
ตัวเองก็มีส่วนในการให้กำเนิดด้วย

ความคิดความเชื่อและมายาคติผิดๆทั้งหลายที่พวกฝรั่งมันยัดเยียดให้เราเชื่อ
อย่างเรื่องแอฟริกันเป็นดินแดนป่าเถื่อนต้องการความช่วยเหลือปกครองจากพวกผิวขาวนั่น
ก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ของพวกล่าอาณานิคม อยากไ้ด้ของเขามาเป็นของตัว
อารยธรรมสูงส่งในแอฟริกามีอยู่แล้ว

ตัวอย่างคลาสสิคของกรณีนี้คือ พระราชวังโชนาแห่งเกรทซิมบับเวในศตวรรษที่14
นักสำรวจผิวขาวกลุ่มแรกไม่ยอมเชื่อว่ามันคือฝีมือของคนแอฟริกัน
กลับบอกว่าคือขุมทรัพย์ของกษัตริย์โซโลมอน
บ้างก็ว่าราชินีแห่งชีบาประทับที่นี่
แนวคิดอันคับแคบและน่ารังเกียจของคนผิวขาวเช่นนี้
คงเป็นต้นกำเนิดความคิดแบบเหยียดผิวในเวลาต่อมา




รูปร่างและสีผิวคนเราแตกต่างกันเพราะสภาพอากาศ
พวกผิวขาวไม่ได้เลอเลิศไปกว่าเราแต่อย่างใด
อ่านประวัติศาสตร์ดูกลับยิ่งน่ารังเกียจเพราะเป็นผู้ริเริ่มการค้าทาส
เลวร้ายที่สุดของความเป็นมนุษย์ด้วยกันแล้ว
นั่นหมายถึงว่ามองทาสไม่ใช่มนุษย์

หรือแม้แต่คนชั่วร้ายอย่างฮิตเลอร์ก็เกิดมาจาก
การเอาเปรียบอย่างร้ายกาจของสังคมโลกนี่เอง

เรื่องเล่าจากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน
เกี่ยวร้อยโยงใยพันกันอย่างน่าประหลาด
ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสนุกและน่าจดจำไว้เป็นบทเรียน

หนังสือเล่มนี้ดีมากอยากแนะนำให้อ่าน
อ่านสนุกมากวางแทบไม่ลงทีเดียว ไม่วิชาการจ๋าอย่างที่คิด
ผู้เขียนใจกว้างมากในการเขียนอธิบายประวัติศาสตร์
ไม่จมอยู่กับมายาคติเก่าๆ
แต่เปิดมุมมองอื่นๆให้เห็นด้วยในแต่ละกรณี
อ่านแล้วได้คิดตาม
จินตนาการตาม
เกิดเป็นข้อถกเถียงในใจอย่างแสนสนุก

ผมชอบจินตนาการโลกค่อยๆวิวัฒนาการกันไปเื่รื่อยๆอย่างรวดเร็ว
โดยมีตัวเองมองโลกจากบนอวกาศ
โลกก็หมุนไปเรื่อยๆ
เมื่อมีอารยธรรมเกิดขึ้นก็มีแสงไฟเกิดขึ้น
สว่างตรงนู้นตรงนี้บ้าง
พร้อมกันบ้าง หลังกันบ้าง
บ้างก็เกิดสว่างไสว
บ้างโรยแสงดับวูบไป
อยากดูตรงไหนก็ซูมเข้าไปเป็นที่ๆ

หนังสือเล่มนี้ช่วยเติมเต็มจินตนาการของผมครับ
ชอบมาก อยากให้อ่านกัน




Shawshank Redemption

หนึ่งในฉากที่ผมชอบที่สุด
แอนดี้เปิดโมสาร์ทให้เพื่อนนักโทษในคุกฟัง
กักขังตัวได้
แต่หัวใจล้วนล่องลอยออกจากกำแพงคุก
ไปตามเสียงเพลง

"Le nozze di Figaro"

คือชื่อของเพลงๆนั้น :)


วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ภู-มี-ศาสตร์


มาแนะนำหนังสือให้คอเดียวกันอ่านครับ
"ภู มี ศาสตร์"
โดยบินหลา สันกาลาคีรี

ทุกที่ล้วนมีตำนาน ล้วนมีเรื่องเล่าให้กล่าวขวัญถึง
หนังสือเล่มนี้หยิบเอาเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์
และตำนานมาเล่าผ่านภูเขาแต่ละลูกได้อย่างน่าติดตาม

ภูเขาแต่ละลูกล้วนมีความงาม มีมนต์เสน่ห์ไม่แตกต่างไปจากท้องทะเล 
แต่ละเรื่องที่นำมาเล่าล้วนน่าสนใจ

างเรื่องให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์

"เขา"ชื่อ"พระยาศรี" 
ประวัติศาสตร์การสู้รบทางการเมือง
ตั้งแต่เมืองหลวงจรดดงพระยาเย็น
ความแตกแยกทางการเมือง
ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นแต่มีมานานแล้ว 
หรือเราไม่เคยจดจำ??


างเรื่องให้ปูมหลัง
แห่งเรื่องราวชนชาติที่รบกันในปัจจุบัน
เราอาจไม่เคยรู้ว่าเขาทำเช่นนั้นไปทำไม

"ภูเขามะกอกเทศ" ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน



"ตากูร์ กาฮร์" เทือกเขาชายแดนแสนกันดารในอัฟกานิสถาน
ที่มหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบียยอมทิ้งความสบายจากในเมืองเข้ามาอยู่
เอ่ยชื่อมาคงรู้จักกันดี เขาชื่อ "บิน ลาเดน"
เขาทำเช่นนั้นทำไม
ไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ทำไมอเมริกาหาไม่เจอ


างเรื่องให้แรงบันดาลใจ
"จิ่งกังซาน"
ภูเขาที่มั่นของประธานเหมาเจ๋อตุง 
ก่อนถอยร่นหนีกองทัพเกือบล้านคนของเจียงไคเช็ค
เป็การถอยที่ยิ่งใหญ่และยาวนาน
และสร้างแรงบันดาลใจให้กองทัพประชาชนออกมาสู้

การยกพลข้าม "เทือกเขาแอลป์" ของฮานนิบาล
หัวใจห้าวหาญของชาวคาร์เทจ
ทำให้ชาวโรมันตะลึง
ด้วยไม่คิดว่าจะมีใครหาญกล้า
ยกพลข้ามเมือกเขาแอลป์มาได้

และอีกหลายๆภู

"ภูมิศาสตร์" สอนให้เรารู้จักโลกอันกว้างไกล เรามิได้อยู่เพียงแค่บ้านและที่ทำงาน แต่ยังมีที่อื่นๆอีก

"ประวัติศาสตร์" สอนให้เรารู้จักตัวตน ของเราและผู้อื่น

"ตำนาน" ให้แรงบันดาลใจ

"หนังสือ" ให้จินตนาการ

ผมเพิ่งอ่านจบเล่มเมื่อตะกี้



คิดว่าได้มาหลายอย่างเชียวละครับ :)



"ความทรงจำที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก"


วันนี้มานั่งสแกนฟิล์มที่ที่ทำงานไปพลางๆ

ระหว่างที่นั่งทำงานไปด้วย

นึกขึ้นได้ว่าเคยคุยกันเรื่อง 

"ความทรงจำที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก" 
(อันนี้เป็นคำของน้าอ้อน)

ที่เคยคุยกันเล่นๆที่ร้านเหล้ากะน้าอ้อนและจ่าดำ


เรื่องมันมาจาก

"เฮ้ย ได้ดูรูปที่ป๋ามะยม ปริ้นมามั่งป่าว"

"ได้อารมณดีเนอะ"

"ดีกว่าดูในคอม"

บลาๆๆๆ

เดี๋ยวนี้คนปริ๊นท์รูป อัดรูปกันน้อยลง
หรือแทบจะไม่ได้อัดรูปมาชื่นชมกันเลย
ส่วนใหญ่ถ่ายรูปมาด้วยกล้องดิจิตอล

โหลดลงคอมพิวเตอร์เสร็จ

เปิดดู

แล้วก็ทิ้งมันไว้ในฮาร์ดดิสก์อย่างนั้น

ไม่ได้เหลียวแลมันอีก

นานๆครั้งที่นึกถึงจึงไปค้นหามาเปิดดูอีกครั้ง

ผมไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี่

ไม่เถียงด้วยว่าดิจิตอลนั้นแสนจะสะดวก
ค้นหาก็รวดเร็วกว่า
ติด tag อะไรก็ได้
ถ่ายมาเมื่อไหร่ก็รู้
ที่ไหนยังรู้เลย
งานตกแต่งก็สวยงามรวดเร็ว

แต่เหมือนเราจะรีบเคี้ยวรีบกลืนยังไงก็ไม่รู้
ความละเมียดชื่นชมกับรูปแต่ละรูปลดลง


เราไม่สามารถจ้องจอคอมพิวเตอร์ได้นานๆเหมือนจ้องกระดาษ
รูปบางรูปต้องการเวลา
บางครั้งมองรูปนั้นนานๆ
ความทรงจำก็ย้อนกลับมาเหมือนกับไทม์แมชชีนเชียว (^^

ผมชอบพลิกดูรูปถ่ายจากอัลบั้ม
มากกว่าดูหน้าจอคอมพิวเตอร์

ผมชอบเขียนอะไรด้านหลังรูปถ่าย
มากกว่านั่งทำ tag บนคอมพิวเตอร์

แน่ละ
คนมีคนบ่นว่า
หูย..รูปเป็นพันๆจะมานั่งทำอย่างนั้นได้ไง

ก็อย่าถ่ายเยอะสิครับ
เลือกเฉพาะที่เด็ดๆแล้วค่อยกดชัตเตอร์


ตั้งแต่กล้องดิจิตอลเริ่มราคาถูก
จนผู้คนสามารถจับต้องได้
กล้องฟิล์มก็เริ่มหายไปเรื่อยๆ
พอๆกับการอัดรูป

เมื่อก่อนเราเห็นโฆษณาฟิล์มบ่อยมาก
มีแทบทุกช่วงเวลาของวัน

เดี๋ยวนี้ไม่เห็นแม้แต่อันเดียว

ผมนึกแปลกใจว่า
บริษัทฟิล์ม หรือบริษัทหมึกพิมพ์ หรือแม้แต่บริษัทผลิตกระดาษอัดรูป
ทำไมไม่ผุดแคมเปญเช่นนี้มาบ้าง

"ความทรงจำทีี่่ไม่มีวันเลือนหาย"

"ความสุขที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก"

ลองดูรูปด้านล่างสิครับ

รูปแม่ผมสมัยมัธยมยังอยู่เลย

ตั้งเกือบห้าสิบปีแล้วมั้ง

ถ้าเป็นดิจิตอลไฟล์
อาจหายไปตอนไวรัสกินคอมหรือตอนไฟกระชาก

หรือถ้าไรท์ลงซีดี
ก็ต้องก๊อปปี้ใหม่ทุกๆ 2-5 ปี
ไม่งั้นก็หายเกลี้ยงเหมือนกัน


ถ่ายฟิล์มหรือดิจิตอลก็ได้

แต่เรามาอัดรูปกันเถอะ!!



mom-1r